แมวเล่า

แมวเล่า แมวเล่า ใน เรื่องเหล้า

07/07/2023

รวม 6 สูตรเครื่องดื่มยอดฮิต
ทำกินเองที่บ้านง่ายๆ 🍹🍸

16/04/2023

ไวน์… หนึ่งในสินค้าที่ #แปลกที่สุดในโลก เมื่อคุณภาพอาจไม่ได้กำหนดราคา ราคาอาจไม่ได้การันตีรสชาติ และรสชาติอาจจะวัดอะไรไม่ได้เลย? เรื่องราวมันเป็นยังไง #เดี๋ยวสรุปให้ฟัง
เอาล่ะ… ใครที่ชอบดื่มไวน์เป็นชีวิตจิตใจ อ่านเรื่องนี้จบเดาว่าต้องแอบเคืองแอดมินแน่เลย แต่ไม่เป็นไร… เตรียมใจไว้แล้วล่ะ😅 พร้อมแล้วก็ไปกันเล้ย
1) เรื่องมีอยู่ว่า Frédéric Brochet ศาสตราจารย์ที่ University of Bordeaux ในประเทศฝรั่งเศส ได้ทำการทดลองชิ้นหนึ่งกับนักศึกษาที่เรียนด้านการทำไวน์ (Oenology) จำนวน 54 คน เพื่อที่จะศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สี” กับ “กลิ่น” ของไวน์…
2) การทดลองชิ้นนี้ (แบบย่อๆ) เริ่มต้นจากการที่อาจารย์ให้นักศึกษาทั้ง 54 คนนี้ชิมไวน์ 2 แก้ว แก้วแรกเป็นไวน์ขาว อีกแก้วนึงเป็นไวน์แดง และให้อธิบายตัวรสชาติของแต่ละแก้วออกมา
ซึ่งแก้วที่เป็นไวน์แดงนั้น นักศึกษาที่ “เรียนด้านการทำไวน์โดยเฉพาะ” เหล่านี้ก็ได้อธิบายออกมาด้วยกลุ่มคำศัพท์ที่มักจะใช้ในการอธิบายไวน์แดงทั่วไป และไวน์ขาวก็แน่นอนว่าถูกอธิบายด้วยคำศัพท์ในหมวดของไวน์ขาว
(งงมั้ย... อธิบายแบบใกล้ตัวหน่อยก็คือ สมมติเราชิมเกลือกับน้ำตาล ก็ต้องพูดว่ามันเค็มกับมันหวาน หลักการเดียวกันกับไวน์แดงและไวน์ขาวแหละ มันก็มีกลุ่มคำศัพท์ของมัน)
แต่… ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ไอ่เจ้าไวน์แดงที่อาจารย์เอามาให้ชิมเนี่ยมันไม่ใช่ไวน์แดงจริงๆ แต่มันคือไวน์ขาวที่ถูกเอาไปใส่ "สีผสมอาหาร" สีแดง! แปลว่าทั้ง 2 แก้วที่เอามาให้ชิม มันคือไวน์ขาวจากขวดเดียวกัน!
ข้อสรุปของการทดลองนี้ก็คือ หากเราเห็น (ด้วยตา) ว่าสิ่งของนั้นมัน (ควรจะ) เป็นอย่างไร เราก็มักจะอธิบายมันออกมาตามสิ่งที่เราเชื่อว่ามันถูก…
3) ทีนี้… เมื่อผลการทดลองออกมาเป็นแบบนี้ก็ถูกนำไปตีความกันยกใหญ่ว่า หรือจริงๆแล้ว เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ (wine expert) ทั้งหลายเนี่ย จริงๆ ก็ไม่สามารถจะแยกได้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร อะไรคือไวน์ชั้นดี อะไรคือไวน์ธรรมดา เพราะแม้แต่ขนาดไวน์ขวดเดียวกันยังแยกไม่ออกเลย
4) เอาล่ะสิ เพื่อเป็นการขยี้ลงไปให้ลึกกว่าเดิม ลองไปดูการทดลองอีกสักชิ้น
Robert Hodgson ศาสตราจารย์ด้านสถิติที่ Humboldt State University ในสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของไร่องุ่นในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันประกวดไวน์หลายๆ ปีติดต่อกัน เค้าเกิดสงสัยว่า…
“ทำไมไวน์ของเขาถึงชนะในการแข่งขันเวทีหนึ่ง แต่แพ้อย่างย่อยยับในอีกเวทีหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นไวน์ชนิดเดียวกัน”
เพื่อเป็นการตอบคำถามนี้ เค้าก็เลยทำการทดลองกับผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ โดยให้แต่ละคนชิมไวน์จำนวน 3 แก้วแบบเอาผ้าผูกปิดตาเอาไว้ (เพราะไม่ต้องการให้เหล่าผู้ทดลองได้เห็นสีของไวน์ซึ่งมันสามารถบอกได้คร่าวๆ ว่าเป็นไวน์อะไร)
มาตรฐานของวงการไวน์ เค้าจะแบ่งคุณภาพไวน์ออกดังนี้
Good : 80-84 คะแนน
Very Good : 85-89 คะแนน
Outstanding : 90-94 คะแนน
Classic : 95-100 คะแนน
5) ผลการทดลองพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วแล้ว เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่ได้ชิมไวน์จะให้คะแนนแต่ละแก้วห่างกันประมาณ 4 คะแนน และที่น่าสนใจก็คือผู้เชี่ยวชาญบางคนให้คะแนนไวน์แก้วที่ 1 กับไวน์แก้วที่ 2 และ 3 ตั้งแต่ 88 ไล่ไปจนถึง 96 คะแนนเลยทีเดียว!
เดาว่าทุกคนคงจับทางได้แล้วสินะ… ใช่ครับ ทั้ง 3 แก้วนี้เป็นไวน์จากขวดเดียวกัน
ซึ่งมีแค่ 10% จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่ได้ร่วมทดลองทั้งหมดที่ให้คะแนนทั้ง 3 แก้วค่อนข้างใกล้เคียงกัน คือ +/- ไม่เกิน 2 คะแนน พูดง่ายๆ ก็คือคนจำนวนน้อยมากสามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างของไวน์ได้
6) เอาล่ะ 2 การทดลองด้านบนก็ทำให้พวกเราพอจะเห็นภาพมากขึ้น และพอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่าเรื่องคุณภาพหรือคุณลักษณะทางกายภาพของไวน์นั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” มากๆ ความเห็นของคนหลายๆ คนต่อสิ่งเดียวกัน หรือแม้แต่ความเห็นของคนๆ เดียวกัน กับไวน์แก้วเดียวกันนั้นยังไม่เหมือนกันเลย…
อย่าลืมว่า… คนเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์” แล้วจะนับประสาอะไรกับผู้บริโภคแบบเราๆ ซึ่งแยกได้แค่ว่า “อร่อย” กับ “ไม่อร่อย” …
ซึ่งคำว่า “อร่อย” กับ “ไม่อร่อย” นี้แหละ คือ keyword ของบทความนี้ ทีนี้ลองดูในมุมของธุรกิจกันบ้าง…
7) นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมแห่ง MIT (Massachusetts Institute of Technology) ได้ทำการศึกษา “คำศัพท์” ที่ใช้ในการรีวิวไวน์กว่า 3,000 รีวิวจากเว็บไซต์รีวิวไวน์ ซึ่งการศึกษาจะดูถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคา” กับ “คำศัพท์ที่ใช้” ซึ่ง range ราคาของไวน์ที่ถูกรีวิวมีตั้งแต่ขวดละ 5 เหรียญ (150 บาท) ไปจนถึง 200 เหรียญ (6,000 บาท)
ผลการศึกษาพบว่าไวน์ถูกกับไวน์แพงจะถูกนักรีวิวใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ไวน์ถูกๆมักถูกใช้รีวิวโดยมีคำว่า juicy, fruity, tasty, refreshing, enjoyable (อร่อยดี รสชาติออกแนวผลไม้ๆ ดื่มแล้วสดชื่น ดื่มง่าย) และถูกแนะนำให้กินกับอาหารทั่วไปอย่าง ไก่ และพิซซ่า
ในขณะที่ไวน์ที่แพงกว่า มักจะถูกรีวิวด้วยคำศัพท์ที่แฟนซีกว่า… เช่น supple, intense, chocolate, to***co, elegant (อ่อนนุ่ม เข้มข้น ช็อคโกแล็ต เป็นต้น) และถูกแนะนำให้กินคู่กับอาหารที่มีราคาแพงกว่าด้านบน…
ซึ่งสรุปได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ราคานั้นส่งผลต่อความรู้สึกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถูกส่งต่อออกมาเป็นการรีวิวโดยใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
8 ) เอาล่ะ… อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะพอเห็นภาพแล้วว่าวงการไวน์เนี่ยเป็นอะไรที่เข้าใจยากสุดๆ และมีความซับซ้อนเกินกว่าคนธรรมดาจะเข้าใจ…
ซึ่งนักการตลาดบริษัทไวน์เนี่ยก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และเล่นกับ “ความไม่เข้าใจ” ของผู้บริโภคได้อย่างชาญฉลาด เพราะในเมื่อคนเราไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง เราก็มักจะตัดสินว่าของมันดีหรือไม่ดีด้วย “ราคา” ของสิ่งนั้น..
ยกตัวอย่าง หากเรากำลังจะจัดปาร์ตี้ฉลองอะไรสักอย่างแล้วเราได้รับหน้าที่ให้ไปซื้อไวน์มาด้วย เราก็เดินไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตพบมีไวน์ขวดละ 499 บาท กับขวดละ 2,900 บาท เราก็คงเลือกอย่างหลังใช่ไหมล่ะครับ เพราะเราเดาเอาว่าของแพงกว่ามันก็คงจะต้องคุณภาพดีกว่าล่ะมั้ง ไม่อยากจะถูกมองเป็นคนเลือกของไม่เป็น...
ดังนั้น อ่านเรื่องนี้จบ อาจจะลองเปลี่ยนแนวคิดใหม่ จริงๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือรู้สึกแย่กับตัวเองหรอกหากเราเป็นคนที่ชอบดื่มไวน์ (หรือของอื่นๆ ในบริบทเดียวกัน) ราคาถูกๆ แต่อร่อยถูกปากเรา เพราะของแบบนี้มันพูดยากมากจริงๆ เหมือนที่ผู้แต่งหนังสือเล่มที่แอดมินสรุปมาให้ฟังนี้เค้าบอกไว้ว่า..
กฏของการดื่มไวน์มี 2 ข้อ
ข้อ 1 : อะไรที่เราดื่มแล้วรู้สึกอร่อย ก็เลือกอันนั้นแหละ
ข้อ 2 : ดื่มอะไรก็ตาม ที่เราพอมีเงินจะจ่ายไหว
เพราะสุดท้ายแล้ว เค้าว่ากันว่าการ “ขายไวน์” เนี่ย มันเป็นเรื่องของ “ขาย” มากกว่ามันเป็นเรื่องของ “ไวน์” - Wine Selling is more about “Selling” than it is about “Wine”

04/03/2023

วันก่อนลุงได้คุยกับเพื่อนสมัยเด็กที่เป็นสายดื่มมาครับ เลยได้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเยอะเลย ลุงเพิ่งรู้ว่าสุราแต่ละแบบแม้มันจะมีสีเหมือนๆ กัน แต่มันมีที่มาต่างกันตั้งแต่การปลูกวัตถุดิบเลยทีเดียว

อย่างวิสกี้ จะมีจุดเริ่มต้นจากข้าวบาร์เลย์ และพวกธัญพืช แต่ข้าวบาเลย์นิยมที่สุด เมล็ดข้าวบาร์เลย์จะถูกเอามาแช่ให้งอกนิดๆ ให้ในเมล็ดข้าวมันสร้างเอนไซม์อะไมเลสขึ้น แล้วเอาไปอบให้แห้งหรือเอาไปคั่วก็จะได้เป็นมอลต์ที่พร้อมจะเอาไปหมักต่อ

พอเราเอามอลต์ไปหมักกับวัตถุดิบอื่นๆ พร้อมกับใส่ยีสต์ลงไปด้วย เอนไซม์อะไมเลสในมอลต์จะย่อยแป้งในข้าวบาร์เลย์เป็นน้ำตาล ยีสต์ก็จะกินน้ำตาลแล้วปล่อยแอลกอฮอล์ออกมาแทน ในขั้นนี้ถ้าเอามาดื่มเลยก็จะได้เป็นเบียร์ครับ

แต่ถ้าเราเอาไปกลั่นต่อโดยใช้ความร้อนเราจะได้แอลกอฮอล์เข้มข้นใสๆ ออกมา แอลกอฮอล์เข้มข้นนี้ถ้าถูกนำไปบ่มต่อในถังไม้โอ๊กเพื่อสกัดเอาสีและกลิ่นของถังไม้ออกมาก็จะได้เป็นวิสกี้

แต่ถ้าเป็นบรั่นดี จะมีจุดเริ่มมาจากผลไม้ เช่นองุ่น น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลเยอะอยู่แล้วจะถูกเอามาหมักกับยีสต์เพื่อผลิตแอลกอฮอล์เหมือนกันครับ ถ้าเอามาดื่มเลยก็จะได้เป็นไวน์

พอเราเอาไวน์ไปกลั่นแล้วหมักในถังไม้โอ๊กทีนี้เราจะได้เป็นบรั่นดีนุ่มๆ ครับ เพราะน้ำผลไม้มักจะแพงกว่ามอลต์บรั่นดีก็เลยมักจะแพงกว่าวิสกี้

ส่วนพวกเหล้าใสๆ อย่างเหล้าขาว จิน ว็อดก้า จะเป็นแอลกอฮอล์กลั่นที่ไม่ได้เอาไปหมักต่อครับ ตามทฤษฎีเหล้าพวกนี้สามารถผลิตจากเบียร์ และไวน์ได้เหมือนกันครับ แต่ส่วนใหญ่จะผลิตจากแอลกอฮอล์ที่หมักจากวัตถุดิบที่ถูกกว่า เช่นมันฝรั่ง หรืออ้อย (มีบางบริษัทผลิตวอดก้าจากเบียร์และไวน์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางตลาด)

แน่นอนว่าในการผลิตวิสกี้หรือบรั่นดีก็มักไม่ได้ใช้เบียร์หรือไวน์ที่พร้อมดื่มมาทำเช่นกัน อาจมีการลดวัตถุดิบบางชนิดลงเพื่อประหยัดต้นทุน แต่ตามหลักการคร่าวๆ ที่มามันก็จะประมาณนี้ครับ

Ref
http://bitly.ws/B2jr
http://bitly.ws/B2jv
http://bitly.ws/B2jT

16/01/2023
25/12/2019

แน่นอนว่าเมื่อถึงปลายปีงานเลี้ยงก็จ่อคิวมาไม่หยุด ทั้งปาร์ตี้ออฟฟิศ จับสลากกับที่บ้าน คาราโอเกะกับก๊วนสนิท เพื่อนแฟน เพื่อนใครก็ไม่รู้ ฯลฯ แต่เราจะดื่มน้ำสีทองฟองซ่าอย่างไรอย่างฉลาด นั่นคือกึ่มแบบพอดีและไม่ทำร้ายรอบเอว (หากคุณไม่อยากจะเริ่มลดน้ำหนักครั้งใหญ่เป็นปณิธานแต่ต้นปีน่ะนะ...) เรานำตัวเลขน่ารู้ของเบียร์โปรดเย็นๆ ที่คุณสั่งมาฝากให้ฉุกคิดกันก่อนตัดสินใจ หรือจะจิบแล้วไปจัดหนักในยิมก็ไม่ว่ากัน!
เรื่อง: พฤภัทร ทรงเที่ยง
ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย
#เบียร์

วันศุกร์อีกแล้ว!!! เงินไม่มี! ไม่รู้ไปดื่มไหน? กลับบ้านไปหยิบแม่โขงที่เหลือไว้ครึ่งขวดมาชง "ไทยสบาย" ดูซิ!!!สูตร "ไทยสบา...
23/08/2019

วันศุกร์อีกแล้ว!!! เงินไม่มี! ไม่รู้ไปดื่มไหน? กลับบ้านไปหยิบแม่โขงที่เหลือไว้ครึ่งขวดมาชง "ไทยสบาย" ดูซิ!!!

สูตร "ไทยสบาย"
- แม่โขง 45 มล. ( อิตี๋มันลืมไว้)
- น้ำมะนาวสด 25 มล. (ขโมยมาจากแม่)
- น้ำเชื่อม 20 มล.
- ใบโหระพา 4-8 ใบ (แอบเด็ดจากข้างบ้าน)
- โซดาเล็กน้อย

วิธีชง
- ใส่น้ำแข็งในเช็คเกอร์
- แม่โขง, น้ำมะนาวสด, น้ำเชื่อม ตามลงไป
- ตบใบโหระพาแรงๆ เหมือนตบอินาวแผนกบัญชีให้กลิ่นหอมๆ แล้วโปรยตามลงไป
- ปิดฝาเช็คเกอร์ สวดแผ่เมตตา แล้วเขย่าอุทิศกุศลให้อินาวโอนตังค่านามบัตรคืนมาสักที!!!
- เทลงใส่แก้วที่มีน้ำแข็งกรุบกริบ แล้วตกแต่งด้วยใบโหระพาให้สวยงาม ถ่ายรูปลงโซเชี่ยวต้อนรับวันหยุดแบบเริสๆ!!!

อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม กดๆอะไรก็ได้ที่ทำให้เห็นกันบ่อยๆ ใครเหงาอยากชวนดื่มอินบ็อกมาได้เลย ไม่เน้นแพง แต่เน้นประสบกาม 55555 #แมวเล่า

02/08/2019

2 AUG
วันเบียร์สากล
แด่เครื่องดื่มสีเหลืองทองที่มากับพรายฟองนุ่มละมุน แด่วันศุกร์สุขสันต์ที่ฉลองกันได้ทั้งคืน ใช่แล้ว วันนี้คือวันเบียร์สากลที่คนทั้งโลกจะร่วมเฉลิมฉลองให้กับรสชาติของเบียร์หลากสัญชาติตามที่แต่ละคนเลือกสรร
วันเบียร์สากล หรือ International Beer Day เริ่มต้นครั้งแรกในซานตาครูซ, แคลิฟอร์เนีย ก่อนจะได้รับความนิยมและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกจนกลายเป็นธรรมเนียมของคอเบียร์ที่จะร่วมเฉลิมฉลองให้กับเครื่องดื่มชนิดนี้ทุกวันศุกร์แรกของเดือนสิงหาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 2 สิงหาคม
กฎของวันเบียร์สากลก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ชวนเพื่อนฝูงมาสังสรรค์เพื่อดื่มด่ำกับรสชาติเบียร์ที่หลากหลาย ยกแก้วเพื่อเป็นเกียรติให้กับนักบ่มเบียร์ที่อดทนจนกว่าจะได้รสชาติเบียร์ที่ดีเยี่ยม และดื่มให้หมดแก้วร่วมกับคนทั้งโลกที่ใช้วาระนี้ในการเฉลิมฉลองร่วมกัน
เลิกงานเย็นนี้ อย่าลืมแวะจิบเบียร์เบาๆ กับเพื่อนฝูง เอ้า ชน!
#วันเบียร์สากล

25/07/2019

#ความสุขที่คุณดื่มได้ — เบียร์ไม่ใช่เครื่องดื่ม แต่เป็นการบำบัดที่ทุกคนหลงใหล
_
N/A ▶ ราคาไม่ระบุของเครื่องดื่มเบียร์ที่เสิร์ฟให้กับคนไข้ในโรงพยาบาลบางแห่งของเครือรัฐแมสซาชูเซสต์ ซึ่งรวมอยู่ในมื้ออาหารที่จัดไว้ให้ตามวินัยฉัยและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
“ทานยาแล้ว อย่าลืมทานเบียร์ตามนะคะ”
ประโยคนี้เกิดขึ้นจริงในสหรัฐอเมริกา... เราจะเล่าให้คุณฟัง ว่าไม่ว่าคุณจะหิวเบียร์แค่ไหนและที่ไหนก็ตาม สมมติว่าถึงคราวคุณต้องเข้าโรงพยาบาลขึ้นมา คุณสามารถดื่มเบียร์ได้! แต่มีข้อแม้นิดหน่อย คือต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
ก่อนอื่น เข้าสู่วิชาประวัติศาสตร์กันก่อน จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า มีชุมชน Gobekli Tepe ในตอนใต้ของตุรกี ที่พบโบราณวัตถุที่บ่งชี้ถึงการเป็นแหล่งผลิตเบียร์ ที่มีอายุมากกว่า 10,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมแถบเดียวกันกับอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ของอียิปต์นั่นเอง
เพราะมนุษย์ปลูกข้าวสาลี จึงมียีสต์ มียีสต์จึงมีเบียร์ หลักการง่ายดายแบบนี้แหละที่ทำให้เบียร์กลายเป็นเครื่องดื่มเก่าแก่ และเบียร์นั้นเป็นเครื่องดื่มที่ผลิตง่าย มักใช้ในวาระของการเฉลิมฉลองจวบจนถึงปัจจุบัน
เมื่อเบียร์คือเครื่องดื่มของการเข้าสังคม ในทางสังคมศาสตร์จึงพร้อมใจกันเสนอผลวิจัยว่า การดื่มเบียร์นั้นช่วยเรื่องการเข้าสังคม และเสริมสร้างทักษะในมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ไม่แปลกที่เราจะเห็นการหยิบยกเอาการวิจัยน่ารักๆ เกี่ยวกับเบียร์ขึ้นมาพูดถึงมากมาย โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เรามักจะได้อ่านบทความประเภทที่ว่า “ผลวิจัยเผยว่า การดื่มเบียร์ช่วยเพิ่มทักษะในการพูดภาษาต่างประเทศของคุณได้มากยิ่งขึ้น” (ฮา)
เสริมเรื่องการวิจัยอีกนิด เพื่อให้คุณมีเรื่องไปเล่าในวงเบียร์สนุกๆ เพราะมีการสำรวจผู้ดื่มเบียร์ 26,000 คนจาก 21 ประเทศ พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์ จะมีอัตราแปรปรวนทางอารมณ์น้อยกว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หมวดอื่นๆ (คือมีสติมากกว่าคนอื่นนั่นเอง) และมีเพียง 17% ของผู้ที่ดื่มเบียร์ทั้งหมดนั้น บอกว่าดื่มเบียร์แล้วทำให้พวกเขาป่วย
ผลสำรวจเกี่ยวกับเบียร์ก็น่าสนใจ เพราะ 40% ของกลุ่มสำรวจเลือกที่จะดื่มเบียร์ ในขณะที่ 30% เลือกไวน์ และ 26% เลือกแอลกอฮอล์อื่นๆ ในขณะที่สัดส่วนของชาวอเมริกันที่ดื่มเบียร์นั้น ผู้ชายคิดเป็น 62% ในขณะที่ผู้หญิงคิดเป็น 19% เท่านั้น และวาระที่ผู้ชายจะดื่มเบียร์มากที่สุดก็คือตอนชมการแข่งขันกีฬา
ความยอดนิยมของเบียร์มีไปทั่วโลก นักท่องเที่ยวจำนวนมากมุ่งหมายไปที่ Oktober Fest เทศกาลเบียร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมัน ในขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนใจเที่ยวภาคกลางคืนที่ร้านที่ขายคราฟท์เบียร์หรือแท็ปเบียร์ แทนที่บาร์ที่เน้นขายค็อกเทล
มาเข้าเรื่องเสียทีในเรื่องของการแพทย์ เมื่อเบียร์ได้รับความนิยมสูงถึงขนาดนี้ ผู้คนจึงเริ่มมองหาทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน แน่นอนล่ะว่า ในทางการแพทย์ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อาจส่งผลต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจน โรงพยาบาลแทบทุกแห่งบนโลกจึงปฏิเสธการมีเครื่องดื่มมึนเมาทุกประเภทวางขาย
แต่กฏหมายในบางรัฐของสหรัฐอเมริกาก็มีความน่าสนใจ อาทิ ในกฏหมายของเครือรัฐแมสซาชูเซสต์ บทที่ 270 มาตรา 5 ระบุว่า “ห้ามมิให้มีการให้ หรือจัดส่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปยังผู้ป่วยที่กำลังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล เว้นเสียแต่ว่าอยู่ภายใต้คำแนะนำและวินิจฉัยจากแพทย์”
แล้วก็ดันมีเคสที่น่าสนใจ ก็คือเมื่อนักร้องสาวเสียงหวีดระดับโลกอย่างมาราย แครี่ ดื่มเบียร์ในโรงพยาบาล Cedars Sinai ระหว่างช่วงให้นมลูกสาวแฝด Moroccan และ Monroe จนเป็นข่าวใหญ่ แต่สามีของเธอก็ให้สัมภาษณ์ว่า ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า ยีสต์ที่อยู่ในเบียร์ดำยี่ห้อกินเนสนั้น มีส่วนช่วยให้การให้นมบุตรของแม่ง่ายขึ้น
สอดคล้องกับรายงานการวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้น ที่บอกว่า เบียร์ใช้แต่จะทำให้เราอ้วนและลงพุงเสียอย่างเดียว แต่เบียร์ก็มีประโยชน์ทั้งดีต่อไต ลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานและโรคหลอดเลือด ช่วยให้กระดูกและหัวใจแข็งแรง อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งและอัลไซเมอร์อีกด้วย!
จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีกระแสของการกินเบียร์เพื่อสุขภาพออกมาเต็มไปหมด โดยเฉพาะกระแสโยคะเบียร์ที่แพร่หลายไปทั่วโลกในขณะนี้
แต่เราขอย้ำอีกที ทั้งหมดทั้งมวลคือต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะพอดี และถ้าคุณเป็นคนไข้ การดื่มภายใต้คำแนะนำและดุลพินิจของแพทย์ก็เป็นสิ่งที่ควรเน้นหนักสำคัญ
แน่นอนว่า โอกาสที่การบำบัดด้วยเบียร์ของบ้านเราอย่างเป็นทางการและจริงจังอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่นอน แต่เราก็อยากย้ำเบาๆ ว่าเบียร์นั้นไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด
เพราะเบียร์ คือ ‘ความสุขที่คุณดื่มได้’ จริงๆ
_

01/03/2019

มนสิชา รุ่งชวาลนนท์ ชวนย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ว่าด้วยการดื่ม เบียร์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทำไมฝรั่งเศสจึง.....

ที่อยู่

ภูเก็ต
Phuket
83000

เบอร์โทรศัพท์

+66867979379

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แมวเล่าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท