Copyshop ก๊อปปี้ช้อป

Copyshop ก๊อปปี้ช้อป #สแกนหนังสือ เอกสาร เป็นไฟล์ .pdf
#ถ่ายเอกสารสี,ขาวดำ
#รวบรวมเข้าเป็น e-book
#ราคาถูก

05/06/2026
29/05/2026

ความคลาสิคของการล้างหัวเทป
น้ำยาล้างหัวเทป ของคู่กันกับเครื่องเล่นเทป
เอาไว้ใช้ทำความสะอาด หัวเทป ลูกยาง ในเครื่องเล่นเทป ออกมาตอนแรกๆ ใส่ขวดมาใช้ไม้สำลีจุ่มเช็ดถูที่หัวเทปและลูกยาง หลังๆ พัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ทำออกมาเป็นตลับ

ใช้สำหรับทำความสะอาดหัวอ่าน ของ เครื่องเล่นเทป เพื่อให้การใช้งาน เครื่องเล่นเทป มีประสิทธิภาพ เสียงเพราะ นุ่มนวล เหมือนของใหม่

✨วิธีใช้:
1. ใส่น้ำยาทำความสะอาด 3-4 หยดลงบน ตลับเทป ทำความสะอาด
2. ใส่ ตลัปเทป ในลักษณะเดียวกับเทปทั่วไป
3. กดเล่นเทปตามปกติ เทปจะทำความสะอาดหัวอ่านและลูกกลิ้งภายในเครื่องเล่นเทปโดยอัตโนมัติ เปิดทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที
4. เมื่อครบ 30 วินาที ให้นำตลับเทป ออก แล้วนำกลับมาใส่ในกล่อง
เวลาใช้หยอดน้ำยาลงไปที่ตลับและเปิด Play จะหมุนไปมาเช็ดที่หัวเทปจนสะอาด

คนสมัยก่อนใช้เป็นปกติไม่ได้มีความรู้สึกว่ายุ่งยากหรือซับซ้อนอะไร ใช้ไปนานๆ ก็ชำนาญ เปลี่ยนอะไหล่ได้เองกระทั่ง หัวเทป สายพาน ลูกยาง

เจาะเวลาหาอดีต

“Bug”
26/04/2026

“Bug”

07/02/2026
24/01/2026

“เธอสร้างวัสดุที่สามารถหยุดกระสุนได้ และเกือบถูกห้องแล็บทิ้งไป”

ในปี 1965 นักเคมีชื่อ สเตฟานี คโวเลก ทำงานดึกอยู่ในห้องปฏิบัติการของบริษัทดูปองต์ เธอกำลังค้นหาเส้นใยน้ำหนักเบาที่แข็งแรงพอจะใช้เสริมความทนทานให้ยางรถยนต์ สิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาในวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นความผิดพลาด

สารละลายที่เธอสังเคราะห์ได้มีลักษณะบางและขุ่น ไม่เหมือนสารพอลิเมอร์ใสและข้นที่เธอเคยทำงานด้วยมาก่อน ในห้องแล็บส่วนใหญ่ มันคงถูกเททิ้งไปโดยไม่ลังเล แต่สเตฟานีเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง

เธอพยายามโน้มน้าวช่างเทคนิคในห้องแล็บชื่อ ชาร์ลส์ สมัลเลน ให้ทดสอบสารละลายประหลาดนี้กับเครื่องปั่นเส้นใย แม้เขาจะเชื่อว่ามันจะอุดตันเครื่องก็ตาม สิ่งที่ออกมาจากเครื่อง ทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึง

เส้นใยนั้นไม่ขาด มันแตกต่างจากทุกสิ่งที่พวกเขาเคยเห็น

การทดสอบเพิ่มเติมเผยให้เห็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ วัสดุที่เธอสร้างขึ้นแข็งแรงกว่าเหล็กถึงห้าเท่า แต่กลับมีน้ำหนักเบาอย่างไม่น่าเชื่อ โมเลกุลของมันจัดเรียงตัวในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด เรียงตัวเป็นระเบียบเหมือนไม้ขีดเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน จนเกิดความแข็งแรงที่ไม่เคยมีมาก่อน

การทดลองที่ดูเหมือน “ล้มเหลว” นั้น กลายมาเป็น เคฟลาร์

ทุกวันนี้ เคฟลาร์ปกป้องตำรวจที่ต้องเผชิญอันตราย มันป้องกันทหารในสนามรบ ถูกถักทอเป็นชุดของนักผจญเพลิง ใช้ในยานอวกาศ และเป็นส่วนหนึ่งของสายเคเบิลสะพาน ภายในสัปดาห์ที่สเตฟานีเสียชีวิตในปี 2014 เสื้อเกราะกันกระสุนที่ทำจากเคฟลาร์ตัวที่หนึ่งล้านได้ถูกจำหน่ายออกไป

ลองคิดดู เสื้อเกราะหนึ่งล้านตัว แต่ละตัวแทนความเป็นไปได้ของชีวิตที่อาจรอดพ้น เพราะผู้หญิงคนหนึ่งปฏิเสธที่จะทิ้งสิ่งที่ดูเหมือนผิดพลาด

สเตฟานี คโวเลก ไม่เคยได้รับค่าลิขสิทธิ์จากการค้นพบที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เพราะดูปองต์เป็นผู้ถือสิทธิบัตร แต่เธอกลับไม่ใส่ใจนัก เมื่อถูกถามถึงมรดกชีวิตของเธอ เธอตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ฉันไม่คิดว่ามีอะไรจะให้ความพึงพอใจและความสุขได้เท่ากับการช่วยชีวิตใครสักคน”

เธอเป็นผู้หญิงคนที่สี่ที่ได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศนักประดิษฐ์แห่งชาติ และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวของดูปองต์ที่ได้รับเหรียญลาวัวซิเยร์อันทรงเกียรติ แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอไม่ใช่รางวัล หากคือชีวิตนับไม่ถ้วนที่ได้รับการปกป้องจากวัสดุที่เกือบถูกโยนทิ้งลงถังขยะ

สเตฟานี คโวเลก พิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้งการค้นพบที่เปลี่ยนโลกที่สุด เกิดจากการเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง แม้ในวันที่คนอื่นมองเห็นเพียงความล้มเหลว และคนเพียงคนเดียวที่มีความใฝ่รู้ ความพากเพียร และความกล้า ก็สามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างแท้จริง

The Curiosity Curator
เจาะเวลาหาอดีต

23/01/2026

“นี่คือ เงา ที่ถ่ายจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS”

เงาที่เราเห็นนี้ “ไม่ใช่หมู่เมฆ” ที่มาบดบังพระอาทิตย์แต่อย่างใด
แต่มันคือ “เงาของดวงจันทร์” ที่กำลังเคลื่อนตัวมาอยู่ระหว่างโลก กับ ดวงอาทิตย์
หรือที่เรียกกว่า “ปรากฏการณ์สุริยุปราคา” นั่นเองครับ

#อวกาศ #วิทยาศาสตร์

16/01/2026

#ยีสต์ อาจคือกุญแจสำคัญ! นักวิทยาศาสตร์พบกลไกการเอาชีวิตรอดสุดทึ่งในสภาวะสุดขั้วแบบดาวอังคาร

การค้นพบครั้งใหม่ช่วยขยับความหวังในการตามหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารให้ใกล้ความจริงมากขึ้น เมื่อผลการวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า "ยีสต์" มีกลไกพิเศษในการสร้างกลุ่มก้อนโปรตีนเพื่อปกป้องพันธุกรรมของตนเองจากการถูกทำลาย ทำให้สามารถทนทานต่อแรงกระแทกมหาศาลและสารเคมีกัดกร่อนรุนแรงที่พบบนดาวเคราะห์สีแดงได้อย่างน่าอัศจรรย์

ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ปุรุษารถะ ไอ. ราชยะคุรุ (Purusharth I. Rajyaguru) และคณะ ได้ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถทานทนต่ออุปสรรคอันโหดร้ายบนดาวอังคารได้อย่างไร โดยเฉพาะความท้าทายหลักสองประการ คือคลื่นกระแทก (Shock waves) ที่เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาต และการมีอยู่ของสารเพอร์คลอเรต (Perchlorates) ในดิน ซึ่งเป็นเกลือที่มีฤทธิ์ออกซิไดซ์สูงและทำลายโครงสร้างของเซลล์ได้โดยตรง ทีมวิจัยจึงเลือกใช้ ยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต้นแบบทางชีววิทยามาทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อจำลองสถานการณ์ดังกล่าว

ในการทดลองที่จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ทีมวิจัยได้ใช้ท่อแรงดันสูงเพื่อสร้างคลื่นกระแทกจำลองที่มีความเร็วสูงถึง 5.6 แมค (ซึ่งเร็วกว่าเสียงหลายเท่า) เข้าใส่เซลล์ยีสต์ พร้อมทั้งให้พวกมันสัมผัสกับสารละลายโซเดียมเพอร์คลอเรตที่มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับที่พบในดินบนดาวอังคาร ผลปรากฏว่ายีสต์ยังคงรอดชีวิตมาได้แม้จะมีการเติบโตที่ช้าลง โดยกลไกสำคัญที่ทำให้มันรอดตายคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "ไรโบนิวคลีโอโปรตีนคอนเดนเสท" (Ribonucleoprotein (RNP) condensates) ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนของอาร์เอ็นเอและโปรตีนที่รวมตัวกันทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันโมเลกุลพันธุกรรมที่เปราะบางภายในเซลล์

กลุ่มก้อนโปรตีนเหล่านี้มีสองรูปแบบหลักคือ "สเตรสแกรนูล" (Stress granules) และ "พี-บอดี" (P-bodies) ซึ่งจะก่อตัวขึ้นทันทีเมื่อเซลล์เผชิญกับสภาวะตึงเครียด และจะสลายตัวไปเมื่อสภาพแวดล้อมกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง ข้อมูลจากการวิเคราะห์ทรานสคริปโทม (Transcriptome analysis) ยืนยันว่า ยีสต์ตัวที่ไม่สามารถสร้างกลุ่มก้อนป้องกันนี้ได้จะตายทันทีเมื่อเจอกับสภาพแวดล้อมแบบดาวอังคาร แสดงให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเซลล์เช่นนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่อาจช่วยให้สิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือแม้แต่จุลินทรีย์จากโลกสามารถอยู่รอดในอวกาศได้

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ให้คำตอบเกี่ยวกับขีดจำกัดของชีวิตในระบบสุริยะ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสำหรับการวางแผนส่งสิ่งมีชีวิตไปพร้อมกับภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต ความรู้ที่ได้จากการศึกษายีสต์จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจลึกซึ้งขึ้นว่า ปริภูมิ-เวลาและสภาพแวดล้อมนอกโลกส่งผลต่อการทำงานของเซลล์อย่างไร และอาจนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อปกป้องนักบินอวกาศจากการแผ่รังสีและสภาวะสุดขั้วอื่นๆ ในระหว่างการเดินทางไกลไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่นต่อไป

----------------
👨‍🚀 ข้อมูลอ้างอิง: Sci Tech Daily
- Could Life Survive on Mars? Yeast Offers a Surprising Answer

#ข่าวอวกาศ #ดาราศาสตร์ #อวกาศ #ดาวอังคาร #สำรวจอวกาศ #ชีววิทยาอวกาศ

23/12/2025
05/12/2025

ฮาเร็ม สวรรค์ของบุรุษอาหรับ
ในภาษาอาหรับคำว่าฮาเร็มหมายถึง ต้องห้าม มันจึงเป็นสวรรค์บนดินของผู้ที่เป็นเจ้าของ แต่เป็นดินแดนต้องห้าม ของชายอื่นอีกร้อยพัน เปรียบไปก็เหมือนโรงอาหารที่เต็มไปด้วยของคาวหวานอุดมสมบูรณ์ แต่มีไว้บำเรอปากท้อง ของคนเพียงคนเดียว ส่วนชายอื่นต่อให้ปากแห้งจนท้องกิ่วก็ไม่มีสิทธิ์ลิ้มลองเพียงครั้งเดียว
คำว่า ฮาเร็ม เกิดขึ้นนมนานมาแล้ว โดยมีที่มาจากขนบประเพณีของชาวเตอร์กเผ่าหนึ่ง ที่รวมตัวกันก่อตั้ง
อาณาจักรเล็กชื่อ “ออตโตมัน” โดยใช้ศาสนาอิสลามเป็นพื้นฐานการสร้างจักรวรรดิของตน และแผ่อิทธิพลออกไปเรื่อยๆตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 จนถึงศตวรรษที่ 15 จึงตั้งศูนย์กลางของอาณาจักรขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล
(กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในปัจจุบัน) จักรวรรดิออตโตมันแผ่ขยายอาณาเขตออกไปมากที่สุดในยุคสุลต่านสุไลมาน
ราวศตวรรษที่ 16 คือครอบคลุมไปจนถึงฮังการี ภาคใต้ของรัสเซีย อิหร่าน ชายฝั่งปาเลสไตน์ อียิปต์ และแอฟริกาเหนือ
จากการที่ยึดคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดที่ห้ามไม่ให้คนแปลกหน้าที่ได้เห็นโฉมหน้าของสตรีของตน
บ้านของชาวออตโตมันมันจึงจัดส่วนหนึ่งเป็นที่อยู่บรรดาภรรยา ลูกๆ และทาสผู้หญิงโดยเฉพาะมีรั้วรอบขอบชิดคนภายนอกห้ามเข้าเด็ดขาด และเรียกพื้นที่ต้องห้ามดังกล่าวนี้ว่า ฮาเร็ม จึงกล่าวได้ว่าในสมัยนั้น ทุกบ้านของชาวออตโตมันต้องมีฮาเร็ม แต่จะกว้างขวางใหญ่โตแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับฐานะและอิทธิพลของผู้เป็นเจ้าของ
ดังนั้นฮาเร็มที่ใหญ่ที่สุดจึงอยู่ในกรุงอิสตันบูลคือ ฮาเร็ม ภายในพระราชวังทอปกาปิ โดยมีพื้นที่ถึง 6,720 ตารางเมตร
ประกอบด้วยตำหนักต่างๆ 8 หลัง ห้องโถงใหญ่ 8 แห่ง ห้องพัก 259 ห้อง และยังมีห้องย่อยๆ (ครัว ห้องเก็บไวน์)อีกหลายสิบห้อง รวมทั้งอุทยาน สระน้ำ สถานพยาบาล โรงเรียน(สำหรับโอรสธิดา) และเรือนจำ สำหรับคุมขังและลงโทษชาวฮาเร็มที่ทำผิดกฎ
ที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้เพราะเวลาสุลต่านทำศึกชนะเมืองไหน ก็จะนำหญิงสาวของเมืองนั้นๆกลับมาด้วย หรือบ้างครั้ง
ขุนนางผู้ใหญ่หรือกษัตริย์ต่างเมืองที่ต้องการจะทำไมตรี จะเสาะแสวงหาหญิงงามจากทั่วโลกมาบรรณาการ บางคน
ถึงขนาดส่งลูกหลานของตัวเองเข้าถวายตัวต่อสุลต่านเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยหวังว่าจะได้เข้ารับใช้สุลต่าน เพราะถ้าหากสุลต่านเกิดโปรดปราน ยกขึ้นเป็นชายาทั้งครอบครัวก็จะมีชีวิตที่สุขสบายและมั่นคงไปตลอด
ด้วยเหตุนี้ ในบันทึกประวัติศาสตร์ของตุรกีหน้าหนึ่งจึงบอกว่าภายในฮาเร็มของวังทอปกาปิ ไม่เคยมีสตรีอาศัยอยู่ต่ำกว่า 300 คนสักครั้ง แถมบางสมัยยังมีมากกว่า 900 คนเลยทีเดียวแต่จะไม่มีสาวชาวเตอร์กอยู่ในฮาเร็ม แม้สุลต่านเองก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งไม่มีบันทึกไว้ว่าเพราะอะไร
เด็กสาวที่จะเข้าไปอยู่ในฮาเร็ม โดยเฉพาะของสุลต่านได้นั้น ไม่ได้อาศัยแค่เพียงรูปร่างหน้าตา หรืออาศัยคนชักนำ
เข้าไปเท่านั้น หากแต่พวกเธอเหล่านั้นต้องรับการฝึกอบรมในการบำรุงบำเรอความสุขให้บุรุษเพศ หรือองค์สุลต่าน
เป็นอย่างดีก่อนจะเข้าไป ชีวิตของนางในอาเร็มเหล่านี้ งานหลักคือคอยปรุงแต่งตัวเองให้สวยงามน่ามองอยู่เสมอ
โดยการแต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย (หรือบางโอกาสก็ไม่ใส่อะไรเลย) และฝึกฝนกรรมวิธีดูแลปรนิบัติด้วยการอาบน้ำ นวดตัว
เพื่อสร้างความสุขและผ่อนคลายแก่พวกบุรุษเพศทั้งหลาย รวมไปถึงฝึกนาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี และมารยาทสังคม
ทุกคนต้องมีความรู้ ฉลาดและพร้อมในทุกด้าน เพราะนี่คือใบเบิกทางไปสู่การถวายงานบนบรรจถรณ์ของสุลต่าน
ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดยอดของทุกคน แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด
ซึ่งผู้มีอำนาจสิทธิ์ในการปกครองในฮาเร็มนั้นก็คือผู้หญิงเช่นกัน นั่นคือ พระราชชนนีขององค์สุลต่านนั่นเองรองลงไปจาก คือ บาส คาดิน อีเฟนด์ หรือมเหสีที่ให้กำเนิดโอรสหรือธิดาองค์แรกของสุลต่าน และอิค บาลเลอร์
หรือสนมที่ให้กำเนิดโอรส-ธิดาองค์ถัดๆ ไป(ทุกคนที่มีทายาทกับสุลต่านจะถูกยกเป็นชายา ซึ่งมีมากกว่า 4 คนได้
แต่ห้ามเกิน 7 คน)
ด้วยเหตุนี้หญิงสาวในฮาเร็มจึงพยายามทำทุกทาง เพื่อให้ตนได้มีทายาทกับสุลต่าน เพราะนั่นหมายถึงอำนาจทางการปกครองด้วยนั่นเอง ตำแหน่งของสตรีในฮาเร็มประกอบด้วย เกดิคลี คาดินลาร์ เป็นตำแหน่งของผู้ที่มีประสบการณ์สูง และได้รับการมอบถวายการรับใช้แบบรู้พระทัยสุลต่าน เช่น การสรงน้ำให้สุลต่าน ก็เป็นหน้าที่หนึ่งของพวกเธอ
ต่อด้วย โอดาลิคลาร์ คือ บรรดาหญิงสาวที่สุลต่านทรงเรียกมาถวายงานแบบค้างคืน จนตั้งครรภ์และเตรียมตัวเป็นชายาต่อไป
กอสเด คือ คือทาสสาวที่สุลต่านเรียกตัวไปรับใช้ แต่น้ำยาไม่แรงพอก็เลยค้างเติ่งเป็น
นางบำเรอไปก่อน ท้องเมื่อไร่ถึงจะเลื่อนไปเป็นโอดาลิคลาร์ ซึ่งหญิงสาวส่วนใหญ่อยู่ในประเภทนี้ แต่ถ้าไม่ท้องก็หมายความว่านางทาสคนนั้นจะต้องเป็นนางบำเรอไปจนตาย ยิ่งในฮาเร็มที่มีสาวงามเป็นร้อยๆ คน
ทาสที่ไม่ท้องหลังจากถวายตัวครั้งแรกมักจะถูกลืมไปเลย ทั้งยังต้องกลายเป็นผู้หญิงที่มีราคี จะออกจากวังไปแต่งงานก็ไม่มีผู้ชายคนไหนรับเป็นเมีย อยู่ในวังต่อไปก็ไม่มีอนาคต กอสเดจึงเป็นตำแหน่งที่อาภัพที่สุดแล้ว ในบรรดานางบำเรอทั้งหมด
และอันดับสุดท้ายคือ คาริเยเลอร์ คือข้ารับใช้ทั่วๆไปในฮาเร็ม ซึ่งถ้าหากคนมีคุณสมบัติครบถ้วน คือรูปร่างดี และสวย
ก็อาจได้เลื่อนอันดับขึ้นเป็นกอสเดได้ แต่ก็มีบางรายที่ตลอดเวลาที่อยู่ในฮาเร็ม เคยเข้าถวายการรับใช้เพียงครั้งเดียว
หรือที่ร้ายกว่านั้นคือไม่เคยเข้าถวายการรับใช้แม้เพียงครั้งเดียว ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเลย ดังนั้นสมาชิกหน้าใหม่ในฮาเร็ม
จึงมีเป้าหมายอันดับแรกคือทำอย่างไรจึงจะสะดุดพระเนตรสุลต่านโดยเร็วที่สุด และโอกาสเช่นนั้นก็ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
เพราะนอกจากจะมีให้เลือกมากมายแล้ว องค์สุลต่านก็มักจะไม่แสดงปฏิกิริยาว่าชอบสตรีแบบใด
บางครั้ง สุลต่านก็ไม่ได้เป็นผู้เลือกสาวเข้าไปรับใช้ด้วยตนเอง แต่เป็นยูนัค หรือขันทีที่ทำหน้าที่โดยเฉพาะ ที่จะสังเกต
รู้ได้จากแววพระเนตรว่าสุลต่านทรงโปรดสตรีคนไหน(ช่างรู้ใจกันเหลือเกิน) แล้วเขาจะรีบแจ้งต่อหัวหน้าของตนคือ
คิซลารากาซี(ขันทีที่เป็นชาวแอฟรกา ตัวดำ ท่าทางน่ากลัว ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ)ต่อทันทีเพื่อจัดเตรียมส่งเธอผู้โชคดี
คนนั้นขึ้นถวายงานต่อไป ซึ่งการเตรียมนั้น เริ่มต้นด้วยการส่งเธอเข้าห้องเตอรกิช บาธ ให้ข้ารับใช้ผู้รู้งานขัดสีฉวีวรรณ
ทุกสัดส่วน ทุกซอกมุมก่อน (กล่าวกันว่าเส้นขนทุกแห่งของร่างกาย ก็จะถูกชโลมด้วยน้ำมันที่ทำจากขี้ผึ้งให้อ่อนนุ่มเป็นเงาชวนสัมผัส) พร้อมทั้งประพรมน้ำหอมทุกจุดสำคัญของร่างกาย พอได้เวลาส่งตัวเข้าห้องบรรทม นางในฮาเร็มคนอื่นๆก็จะบรรเลงดนตรี และขับร้องเหมือนกับช่วยกล่อมหออยู่ตลอดเวลา แล้วเธอผู้โชคดีคนนั้นจะเข้าไปในห้องบรรทมเพียงคนเดียว
โดยคลานไปที่บรรจถรณ์ และขึ้นทางปลายพระบาทของสุลต่านที่บรรทมรออยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งพิธีรีตองการเข้าถวายงาน
ครั้งแรกจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเพราะนั่นหมายถึงอนาคตของเธอผู้นั้นว่าจะเป็นคืนแรก หรือแค่คืนเดียวด้วย
ถึงแม้ชีวิตของเหล่านางในฮาเร็มทั้งหลายจะเป็นไปเพื่อสนองกามารมณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกเธอทุกคน
ต่างมีความทะเยอทะยานแฝงอยู่ด้วยทั้งสิ้น โดยหวังที่จะได้เลื่อนระดับขึ้นไปหากถวายงานเป็นที่โปรดปราน
และสามารถตั้งครรภ์และมีทายาทได้ หรือถึงจะไม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้าเป็นที่พอพระทัยแล้วล่ะก็ะได้เป็นสนมคนโปรด
ที่ทรงเรียกหาเสมอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่าลืมว่านางในฮาเร็มมีอยู่หลายร้อยคนด้วยกัน และแต่ละคนนั้นล้วนแต่สาว
สวย ในระดับที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วทั้งสิ้น
การถูกเรียกตัวครั้งหนึ่งก็เป็นความโชคดีมากพอแล้ว เพราะส่วนใหญ่มีแค่ครั้งเดียวแล้วถูกลืมไป จนกระทั่งหมด
ระยะเวลาและถูกโละทิ้งไป เนื่องจากสุลต่านชอบหญิงงามที่ยังเยาว์วัยเท่านั้น ทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี
จะมีการจัดหาหญิงสาวชุดใหม่เข้ามาเพื่อแทนที่ หัวหน้าขันทีจึงมีอิทธิพลเหนือนางในฮาเร็ม เพราะสามารถเพ็ดทูล
เสนอใครเข้าถวายตัวสุลต่านได้ ยิ่งถ้าสาวไหนมีเรื่องมีราวขัดใจกับเหล่าขันทีพวกนี้ นั่นหมายถึง อนาคตเธอ
โดนโละทิ้งแน่นอน
ทุกเช้าเวลาสิบโมงตรง หญิงงามประมาณ 300-900 คนจะเดินเรียงแถวผ่านองค์สุลต่านไปทีละคน ใครมีจริตจะกร้าน
มารยาหญิงแพรวพราวแค่ไหน ก็จะงัดออกมาใช้กันเต็มที่ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเจ้าชีวิต
ส่วนองค์สุลต่านเองก็จะถือข้อมูลจำเพาะเกี่ยวกับหญิงสาวเช่น อายุ ความสูง ส่วนเว้าส่วนโค้ง นิสัยใจคอ และความ
สามารถต่างๆ ไว้ในมือ ที่ต้องอ่านบันทึกประกอบไปด้วย ก็เพราะจำนวนนางสนมทั้งหมดเยอะแยะยุ่บยั่บเสียจนตาลาย
ถ้าไม่อ่านอย่าหวังว่าสุลต่านจะจำใครได้ ขนาดคนที่เคยถวายตัวนอนกกมาแล้วทั้งคืน ดีไม่ดีสุลต่านอาจจะจำชื่อจำหน้า
ไม่ได้ด้วยซ้ำไป
พอสุลต่านเลือกสาวงามที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนในคืนนั้นเป็นที่เรียบร้อย นวลนางเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปยังห้อง "เตอร์กิช บาธ"
เพื่ออาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณและอบผิวทุกซอกทุกมุม เส้นขนทุกเส้นต้องชโลมด้วยนำมันที่ทำจากขี้ผึ้งเพื่อให้อ่อนนุ่มเป็นเงางาม
ไม่ระคายมือเวลาลูบไล้ จบด้วยการพรมน้ำหอมให้หอมฟุ้งไปทั้งตัวเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะไปแต่งสวยด้วยผ้าแพรบางเบา
และเครื่องเพชรเครื่องทองตั้งแต่หัวจรดเท้า จนได้เวลาสาวงามก็จะคลานชดช้อยเข้าไปหาสุลต่าน โดยต้องเข้าไปทาง
ปลายเท้าเท่านั้น ห้ามไม่ให้โผเข้าไปกอดหรือไปนั่งตักฉอเลาะป๋าคะป๋าขาเป็นอันขาด ใครอุตริทำผิดกฎยูนุคจะถูกเข้ามา
ลากตัวไปทำโทษอย่างทารุณ และจะไม่มีโอกาสได้ถวายตัวอีกเลย
รู้จักชีวิตในฮาเร็มพอคร่าวๆ กันไปแล้ว ทีนี้เรามาดู 3 ฮาเร็มที่จัดว่าเป็นสุดยอดวิมานในฝันของชายกันดีกว่า
อันดับที่ 1 ฮาเร็มของสุลต่าน กียาส อัด ดิน ศตวรรษที่ 15
ฮาเร็มนี้ควรจะได้รับตำแหน่งสุดยอดจริงๆ นั่นแหละ เพราะจุสาว ๆ ไว้ถึง 15,000 นาง เนื่องจากสุลต่าน กียาส อัด ดิน
ทรงเป็นนักรบมาตลอกชีวิต กว่าจะได้ครองบัลลังก์ก็พระชนมายุปาเข้าไปตั้ง 48 ปีเข้าไปแล้ว เลยทรงตักตวงความสุข
เป็นการใหญ่ จนไปๆมาๆ นางบำเรอชักจะล้นฮาเร็ม แต่ครั้นจะโละทิ้งไปบ้างก็ทรงเสียดาย จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้นมารองรับ
นางบำเรอโดยเฉพาะ ให้ชื่อว่าเมือง จาฮาซ เมฮัล พอมีเมืองแล้วที่นี้จะมีเมียสักกี่คนก็ไม่ต้องหวั่น ปรากฏว่าตอนที่
สุลต่านกียาสทรงสิ้นพระชนม์ สามารถนับจำนวนนางบำเรอได้ถึง 15,000 คน ประมาณคร่าวๆ ว่าถ้าเสพสม 1 คืนต่อ 1 คน
ไม่เว้นวันหยุด องค์สุลต่านจะต้องกรำศึกเป็นเวลา 41.1 ปี ถึงจะนอนกับนางบำเรอได้ครบทุกคน เล่ากันว่าตอนใกล้สิ้นพระชนม์
สุลต่านกียาสไม่เกรงกลัวความตายเลย ทรงตรัสว่า
"แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิตเพราะข้าได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว"
อันดับที่ 2 ฮาเร็มของกุ๊บไลข่าน ศตวรรษที่ 12
กุ๊บไลข่านนั้นเป็นหลานปู่ของเจงกิสข่านและเป็นช่วงที่มองโกลยึดครองประเทศจีนได้สำเร็จ ฮาเร็มของกุ๊บไลข่านมีสาวๆ
สะสมไว้ประมาณ 7,000 นาง โดยมีจักรพรรดินีทั้ง 4 พระองค์เป็นหัวเรือใหญ่ในการเสาะหาเมียน้อยมาประดับบารมี
จักรพรรดิดินีแต่ละองค์จะส่งคนรับใช้เดินทางไปทั่วแผ่นดิน เพื่อหาสาวพรหมจรรย์หลายเชื้อชาติ ทั้งเปอร์เซีย อาหรับ จีน ฯลฯ
กลับมาเป็นนกน้อยในฮาเร็ม ฮาเร็มของกุ๊บไลข่านจึงเหนือกว่าฮาเร็มของสุลต่านกียาส อัด ดิน ตรงที่มีผู้หญิงหลายเชื้อชาติ
หลากสไตล์ เรียกว่ามีรสเผ็ดเปรี้ยวเค็มหวานครบถ้วน อีกทั้งกุ๊บไลข่านไม่ใช่คนขี้เสียดาย เลยโละสาวที่ใช้งานแล้วทิ้งทุกๆ 2 ปี
ครั้งหนึ่งก็ประมาณ 400-500 คน
มีการแอบนับกันเล่นๆ ว่านี่ถ้าไม่โละทิ้งเลย กว่ากุ๊บไลข่านจะสิ้นพระชนม์ตอนอายุ 79 ปี พระองค์น่าจะมีสนมประมาณ
20,000 คนชนะสุลต่านกียาสอย่างแน่นอน
อันดับที่ 3 ฮาเร็มของจักรพรรดิเยอเฮนเจอร์ แห่งอินเดีย ปลายศตวรรษที่ 15
ในฮาเร็มของจักรพรรดิเยอเฮนเจอร์แห่งราชวงศ์โมกุล มีพระสนมที่สืบสายเลือดมาจากราชวงศ์ชั้นสูงประมาณ 300 นาง
ลูกชาวบ้านที่คัดสรรแล้วว่ายังเป็นสาวบริสุทธิ์และเซ็กซี่สุดใจขาดดิ้นอีก 5,000 นาง แต่ถึงขนาดนี้แล้วองค์สุลต่าน
ก็ยังไม่พอใจ เลยต้องไปกว้านเอาเด็กหนุ่มเนื้อเนียนมาเป็นนายบำเรออีก 1,000 นาย เป็นการเปิดศักราชการเสพถั่วดำ
ขึ้นในอาณาจักร ทำให้เศรษฐีในกรุงอิสตันบูลพลอยเอาอย่าง ไปเสาะหาเด็กหนุ่มมาบำเรอกันอย่างออกหน้าออกตาบ้าง
สรุปแล้ว จักรพรรดิเยอเฮนเจอร์ทรงมีนายและนางบำเรออยู่ในโควต้าทั้งหมด 6,300 คน เป็นลำดับสามในด้านจำนวน
แต่กินขาดเรื่องความวิตถาร ชนิดที่ถ้าไปเจอกันในยมโลกสุลต่านกียาสและกุ๊บไลข่านอาจต้องค้อนคนละหลายๆ วงเลยทีเดียว
https://www.silpa-mag.com/history/article_49124
และกลุ่ม "รอยยิ้ม ถิ่นดึกดำบรรพ์"
https://www.facebook.com/groups/2270546403218940
____________________________________________
#ภาพเเละเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ

ที่อยู่

251 หมู่ 1 ต. หนองกอมเกาะ
Nong Khai
43000

เบอร์โทรศัพท์

+66962893654

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Copyshop ก๊อปปี้ช้อปผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Copyshop ก๊อปปี้ช้อป:

แชร์