บ้านเลขที่ ๑๕

บ้านเลขที่ ๑๕ ปิดให้บริการ

24/10/2023

“แลนด์บริดจ์” ดันไทยสู่ “มหาอำนาจโลก”
ทำความเข้าใจกับอภิมหาโปรเจค “แลนด์บริดจ์”ที่ไม่ได้เป็นแค่ สะพานบก
เป็นข่าวฮือฮามาซักระยะหนึ่งแล้วกับโครงการขนาดยักษ์ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยไปอย่างมากอย่างโครงการ แลนด์บริดจ์ ซึ่งหลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ วันนี้แอดมินได้คุยกับผู้รู้ซึ่งท่านได้อธิบายอย่างชัดเจน จึงอยากขอแบ่งปันให้เพื่อนๆดังนี้
แลนด์บริดจ์ ไม่ใช่แค่ระบบทางลัดการขนส่งสินค้าผ่านทางบกจากท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิค) มายังท่าเรือฝั่งอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย ) เท่านั้น แต่ศักยภาพของ แลนด์บริดจ์ มีมากกว่านั้นกล่าวคือ
ตลอดสองข้างของโครงการจะกลายเป็น นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์การผลิตสินค้า แม้กระทั่ง ศูนย์กลางในการให้บริการกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อนๆลองนึกภาพดีๆนะครับ
ภาพที่คนส่วนใหญ่คิดคือ เรือจากไต้หวัน บรรทุกชิปเซต (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอกนิกส์) มาเต็มลำ พอมาถึงชุมพร ก็โหลดลงรถไฟ วิ่งข้ามมาฝั่งระนองแล้ว โหลดขึ้นเรือเพื่อนำไปประกอบในโรงงานซักแห่งในอินเดีย หรือน้ำมันจากตะวันออกกลางบรรทุกใส่เรือมาที่ระนอง แล้วดูดใส่ท่อไปส่งให้เรือที่จอดรอที่ฝั่งชุมพร เป็นต้น ซึ่งๆๆๆ เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะถ้าทำแบบนี้ “แลนด์บริดจ์” จะเป็นแค่ทางผ่านไม่สามารถสร้างมูลค่าใดๆ ให้กับชุมชนหรือคนไทยได้เลย แถมเสียเวลายกสินค้าขึ้น ลง เรืออีก ไม่มีแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการมาใช้บริการแน่นอน
แต่ภาพจริงก็คือ.....
เรือจากไต้หวัน บรรทุกชิปเซต (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอกนิกส์) มาเต็มลำ พอมาถึงชุมพร ก็ โหลดลงรถไฟไปกระจายวัตถุดิบตามโรงงานต่างๆในนิคมอุตสาหกรรม สองข้างทางของ แลนด์บริดจ์ รวมกับบางชิ้นส่วนที่มาจาก EEC หรือบางชิ้นส่วนที่ส่งมาจากเกาหลีก่อนหน้านี้ จากนั้นทำการประกอบวัสดุเหล่านั้นเป็นสินค้าต่างๆ และส่งไปยังท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อรอเรือของแต่ละประเทศมารับ หรือส่งทางรางเข้าสู่ภาคพื้นทวีป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ หรือแม้กระทั่งผ่านพม่าเข้าอินเดียไปจัดจำหน่ายในประเทศที่ต้องการนั้นๆ
ในทำนองเดียวกัน น้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ก็จะมาโหลดลงระบบท่อที่ ท่าเรือระนอง จากนั้นก็จะผ่านการแปรรูปเป็นปิโตรเคมีภัณฑ์ต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมภายใน แลนด์บริดจ์ จนเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่างๆ จากนั้นก็นำส่งไปยังท่าเรือทั้งสองฝั่ง หรือส่งทางรางเข้าสู่ภาคพื้นทวีป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ หรือแม้กระทั่งผ่านพม่าเข้าอินเดีย
ลองคิดดู สมมุติ BMW จะส่งรถจากเยอรมันนีไปจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ถ้าในปัจจุบันก็ต้องบรรทุกมาในเรือขนาดกลาง 4 ลำ มุ่งหน้าไปยังแต่ละประเทศ แต่ถ้ามี “แลนด์บริดจ์” BMW บรรทุกมาในเรือใหญ่ลำเดียวในปริมาณที่มากๆ เมื่อมาถึงระนองแล้วก็โหลดสินค้าลง จากนั้น สินค้าที่จะไปจีน ไปเวียดนาม ก็ขึ้นรถไฟไป ไปเกาหลี ไปญี่ปุ่น ก็ ลงเรือฝั่งชุมพรต่อไป หรือสามารถ จอดในลานจอด ของ“แลนด์บริดจ์” ที่มีให้บริการ เพื่อรอคำสั่งซื้อในอนาคตก็ได้
สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ต่างๆก็จะตกเป็นของคนไทย เงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าประเทศไทย อัตราจ้างงานนับล้านตำแหน่ง ภาษีต่างๆที่บริษัทเข้ามาลงทุน ภาคการบริการต่างๆ การจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ไม่รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เพราะ “แลนด์บริดจ์” จะเป็นจุดเริ่มต้น และ จุดสิ้นสุดของเรือสำราญ จากหลากหลายเส้นทาง และที่สำคัญ “แลนด์บริดจ์”เป็นจุดเริ่มต้น หรือ จุดเชื่อมต่อของนโยบาย แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมใหม่ (New Silk Road Economic Belt) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศจีนอีกด้วย
เหตุผลข้างต้นเหล่านี้จะหมุนเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงมากขึ้น และที่สำคัญ โครงการนี้จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็น ศูนย์กลางของระบบโลจิสติกของโลก สร้างบทบาทที่โดดเด่น และ มีอำนาจมากขึ้นบนเวทีโลกอีกด้วย
สุดท้ายแล้ว หากคนไทยร่วมมือร่วมใจผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ ความอยู่ดีกินดีก็อยู่กับพี่น้องคนไทยทุกคน แล้ว คำว่า "มหาอำนาจ"ก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

16/07/2023

สองสามวันมานี้ เราจะเห็นคำฟูมฟายว่า "แล้วจะจัดเลือกตั้งไปทำไม" หรือ "แล้วจะให้ประชาชนไปเลือกตั้งทำไม ร้อนก็ร้อน เสียเวลาเดินทาง ใช้เงินตั้ง ๖,๐๐๐ ล้าน" ฯลฯ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันนี้.
ทั้งหมดเกิดจาก
• เข้าใจผิด
• ไม่รู้ / ไม่หาความรู้ / ไม่มีคนให้ความรู้ / ไม่เชื่อคนที่ให้ความรู้
• หงุดหงิด
• ผิดหวัง.
เพียงตั้งสติแล้วฟัง ก็จะ 'รู้' ได้ไม่ยาก, ว่า...

๑. การจัดการเลือกตั้งที่ใช้เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นการจัดให้ราษฎรเลือก "ผู้แทน" ของเขา เป็นการเลือกตัวแทนประชากรในแต่ละพื้นที่ ไปทำงานร่วมกันใน "สภา" เรียกว่า "สภาผู้แทนราษฎร" โดยตัวแทนที่ได้รับเลือก เรียกว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" หรือ ส.ส. นั่นเอง
๒. การจัดการเลือกตั้งดังกล่าว เป็นการให้ประชาชนเลือกผู้แทนหรือตัวแทน "ทางตรง" คือ เลือกด้วยตัวเอง
๓. จากนั้น พรรคการเมืองจะดำเนินการรวบรวมเสียงให้มากพอที่จะ "ตั้งรัฐบาล" โดยตกลงกันว่าจะ "เสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี"
๔. "ให้มากพอ" ในที่นี้ แบ่งเป็นสองส่วน คือ ให้มากพอต่อการเป็นรัฐบาล โดยรัฐบาลที่มั่นคง ต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด กับ "ให้มากพอ" ที่จะเป็น "นายกรัฐมนตรี" เราเรียกว่าเป็นการ "เลือกตั้งทางอ้อม" คือ ให้คนที่ประชาชนเลือก ไปทำหน้าที่เลือก
๕. กติกาปัจจุบัน (อันเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว) คือ ผู้ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้อง "มีเสียงสนับสนุน" - "เกินกึ่งหนึ่ง" ของจำนวน ส.ส. และ ส.ว. รวมกัน เนื่องจากมี "บทเฉพาะกาล" ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ให้ ส.ว. มาร่วมโหวตนายกฯ ด้วย (มีผลแค่ภายในระยะเวลา ๕ ปี หลังใช้รัฐธรรมนูญ)
๖. คะแนนเลือกตั้ง หรือ จำนวน ส.ส. ที่ได้จากการเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวกับการที่ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเลย
๗. เลือกตั้ง = ประชาชนเลือกตัวแทน จากนั้น ให้ตัวแทน "เลือกนายกฯ"
๘. ประชาชนไม่ใช่ผู้เลือกนายกฯ การเลือกตั้งให้เลือกผู้แทน ไม่ใช่เลือกนายกฯ จะได้คะแนนเลือกตั้งเท่าไร ก็เป็นคะแนนเลือก ส.ส. ไม่ใช่คะแนนเลือกนายกฯ เมื่อ กกต. ใช้คะแนนจากการเลือกตั้ง รับรอง ส.ส. คะแนนนั้นก็จบแล้ว ใช้แล้ว จะใช้ซ้ำแบบ "กางเกงลิงกลับด้าน" ไม่ได้
๙. จึงหยุดฟูมฟาย ส่งต่อความเข้าใจผิด ด้วยคำถามว่า "แล้วจัดการเลือกตั้งไปทำไม" ได้แล้ว
๑๐. เข้าใจว่า หลายท่านมีความกระอักกระอ่วนใจ ว่า เขาชนะเลือกตั้งแล้ว เขารวมเสียงข้างมากของ ส.ส. ได้แล้ว ทำไมยังถูกขัดขวางจาก ส.ว.
๑๑. ส.ว. มีหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้ร่วม "กลั่นกรอง" ผู้จะดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" เขาไม่ได้ผิดอะไร ที่ไม่โหวตสนับสนุน "นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์" เพราะนายพิธากับพรรคก้าวไกล ไม่สามารถให้ความมั่นใจทั้งเรื่อง ม.๑๑๒ เรื่องแบ่งแยกดินแดน และไหนจะเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวของนายพิธาอีก
๑๒. การโหวต เป็นเอกสิทธิของ ส.ส. และ ส.ว. เพียงแต่ ส.ส. มีความเป็น "สมาชิกพรรค" แต่ ส.ว. มีอิสระในตัวเอง ที่จะโหวต เห็นชอบ, ไม่เห็นชอบ ให้นายพิธาเป็นนายกฯ หรือจะ "งดออกเสียง" ก็ได้
๑๓. ส.ว. จะไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาเลย หากพวกเขามาจาก "การเลือกตั้งโดยประชาชน" เหมือนนายพิธา และ ส.ส. ทั้งสภา มันมีความอิหลักอิเหลื่ออยู่ตรงนี้
๑๔. แต่ ส.ว. ที่มีที่มาแบบนี้ จะมาร่วมโหวตนายกฯ ไม่ได้เลย ถ้าไม่มี "บทเฉพาะกาล" ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำ โดยที่บทเฉพาะกาลนั้น ผ่าน "ประชามติ" ของประชาชนมาแล้ว หากคุณยอมรับเสียงที่เลือกก้าวไกลว่าเป็นเสียงของประชาชน ก็ต้องยอมรับเสียงประชามติว่าเป็นเสียงของประชาชนด้วย แม้ระหว่างทำประชามติ จะมีคนจำนวนหนึ่งถูกกีดกัน ปิดกั้น และนำตัวไปปรับทัศนคติ เพียงเพราะไปแสดงออกและเชิญชวนผู้คนให้ "ไม่รับรัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาล" (ซึ่งวิธีการปิดกั้นดังกล่าวนี้ ทำให้มติมันไม่ขาวสะอาด เพราะไม่เปิดให้มีการรณรงค์ที่เป็นธรรม และกลายเป็นปมปัญหามาจนทุกวันนี้)
๑๕. กลับมาที่ ส.ว. (ซึ่งมีข้อครหาว่ามาจากการแต่งตั้งของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เผด็จการ) เมื่อยอมรับการแต่งตั้งให้เป็น ส.ว. แล้ว ก็ต้อง "ทำหน้าที่ร่วมกลั่นกรอง" ซึ่งพวกเขาก็ทำแล้ว
๑๖. ผมเอง ซึ่งลงประชามติ "ไม่รับบทเฉพาะกาล" มีหน้าที่ยอมรับความเป็น "กติกา" ของบทเฉพาะกาลนี้ ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ พรรคการเมืองที่ส่งคนลงเลือกตั้งภายใต้กติกาที่รู้อยู่แล้วนี้ ก็ควรยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับ ก็ควรปฏิเสธการลงแข่งขันตั้งแต่ต้น มิใช่มางอแงในภายหลัง
๑๗. ส.ว. จะไม่เป็นอุปสรรคใดๆ เลย หากนายพิธา "เป็นที่ยอมรับ" ของ "ผู้แทนราษฎร" ในสภา เพราะหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมใจกันโหวต "เห็นชอบ" ให้นายพิธาเป็นนายกฯ ส.ว. ก็ขวางไม่ได้ แต่นายพิธากลับไม่ได้รับการสนับสนุนเช่นนั้น เพราะอะไร? ก็เป็นเรื่องที่ #ต้องคิด ด้วย
๑๘. สังคมประชาธิปไตย มิใช่สังคมที่ใครจะ "ได้ดั่งใจ" ไปทั้งหมด
๑๙. ไม่มีกฎหมายใดบอกว่า ไปลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อเลือกนายกฯ "ชนะเลือกตั้ง" จึงไม่ได้แปลว่าจะได้นายกฯ ไม่มีกฎหมายใดบอกว่า พรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเท่านั้น ที่มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล และต้องได้เป็นรัฐบาล ต้องได้เป็นนายกฯ ดูอย่างตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรปะไร พรรคก้าวไกลยังไปเอา ส.ส. จากพรรคประชาชาติ ซึ่งมี ส.ส. แค่ไม่กี่คนมาเป็นได้เลย
๒๐. ดังนั้น สลัดความเข้าใจผิดออกไปจากหัวสมองได้แล้ว การเลือกตั้งยังต้องมีต่อไป ใครไม่อยากไปลงคะแนนก็ไม่ต้องไป แต่อย่ามาเกรี้ยวกราดใส่การเลือกตั้งที่ตนเข้าใจไปเองว่า เป็นการ "เลือกนายกฯ" !!
;)

ที่อยู่

154/1 ถนนเชียงใหม่-ลำพูน
Chiang Mai
50000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านเลขที่ ๑๕ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านเลขที่ ๑๕:

แชร์