Pizzicato Bar & Restaurant

Pizzicato  Bar & Restaurant ร้านนั่งดื่ม บรรยากาศดี เปิดเพลงของคนยุค 90's
(399)

🍺🍺🍺😏
26/12/2025

🍺🍺🍺😏

หลังจากวันที่เหนื่อยล้า หลายคนรู้สึกว่าเครียดเริ่มหายไปเมื่อได้ดื่มเบียร์แก้วแรก ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเวทมนตร์หรือแค่แอลกอฮอล์เท่านั้น งานวิจัยเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีในการทำงานชี้ว่าในหลายสาขาและช่วงอายุ ระดับความเครียดลดลงถึง 90% ภายในไม่กี่นาทีหลังจากจิบแรก งานวิจัยที่อ้างถึงโดย Alcohol Change UK ระบุว่าจิบแรกนั้นทำหน้าที่เป็นพิธีกรรมที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของการทำงาน การ “ปิดทางจิตใจ” นี้ช่วยลดการตอบสนองต่อความเครียด ในขณะที่แอลกอฮอล์มีผลเล็กน้อยในการทำให้สงบลง กุญแจสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยามากกว่าการดื่มเป็นประจำในชีวิตประจำวัน

🥃🎤🎉♥️สนุกสนานแน่นอน!!
23/12/2025

🥃🎤🎉♥️สนุกสนานแน่นอน!!

แล้วเจอกันจ้า!!!
22/12/2025

แล้วเจอกันจ้า!!!

22/12/2025

รงค์ วงษ์สวรรค์ : นักเขียนที่บอกว่า “เราไม่ควรตีค่าราคาคนจากราคาเหล้าที่เขาดื่ม”
เจมส์ ซี. สก็อต เคยหล่นถ้อยคำคลาสสิกที่ทิ่มแทงวิธีศึกษาประวัติศาสตร์ของเราอย่างเจ็บปวดว่า
“ประวัติศาสตร์ของพวกชาวนาถูกเขียนโดยพวกคนเมือง ประวัติศาสตร์ของคนเร่ร่อนถูกเขียนโดยพวกตั้งรกราก” (James C. Scott , 2017)
และประวัติศาสตร์การสร้างกฎหมายถูกเขียนโดยผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ
เมื่อเรานำวลีนี้กลับมาขบคิดท่ามกลางข่าวหนึ่งที่แทรกตัวขึ้นบนโลกออนไลน์ในต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ภาพความย้อนแย้งเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐไทยก็ยิ่งคมชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิกข้อห้ามในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่าย และให้มีผลตั้งแต่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และจะมีการประเมินผลอีกครั้งว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ ซึ่งมันจะเป็นครั้งแรกในรอบ 53 ปี ที่คนไทยจะซื้อสุราในเวลา 14.00–17.00 น. ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ข้อกฎหมายนี้ถูกตราขึ้นจากคณะผู้ทำผิดกฎหมายเสียเอง (คณะรัฐประหาร) ในคำสั่งฉบับที่ 253 / 2515 ซึ่งมิเพียงทำให้เกิดการจำกัดเวลาในการซื้อขาย แต่ถือเป็นการกำหนดนิยามในสังคมไทยให้ ‘เหล้าหรือสุรา’ กลายเป็นปัญหาของสังคมมากกว่าจะเห็นมันในฐานะ ‘วัฒนธรรมของความเป็นมนุษย์’ และเมื่อเงื่อนไขของอดีตถูกกำหนดโดยอำนาจที่ไร้ความชอบธรรม
จึงเป็นคำถามสำคัญว่า จะพอเป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเราจะศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหล้า คนที่เขียนก็ควรเป็นคนที่เจนจบกับเรื่องเหล้าอย่างแท้จริง หนึ่งในชื่อที่ผุดขึ้นมาก็คือ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2538 นักเขียนที่ผลงานของเขายังคงสนทนากับปัจจุบัน แม้ตัวเขาจะจากไปอยู่อีกฟากของยุคสมัยแล้วก็ตาม หากผู้ใดเคยทำความรู้จัก ‘รงค์’ ผ่านโลกวรรณกรรมย่อมสัมผัสได้ว่าตัวละครของเขาที่แม้จะมีบุคลิกเมามาย แต่กลับไม่เคยละทิ้งความรับผิดชอบของชีวิต สิ่งเหล่านี้ยืนยันผ่านประโยคสำคัญที่ว่า
“ผมกินเหล้ามามากแล้วในชีวิต กินมามากกว่าลำธารบางสาย ผมเลยเบา ๆ ลงเพื่อรักษาชีวิตไว้ให้ความรัก”
บทความนี้จึงชี้ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจเรื่องเล่า (เหล้า) จากมุมที่รัฐไม่ค่อยสนใจ ผ่านถ้อยคำของนักเขียนผู้ยืนยันว่าคนที่เมามากที่สุดอาจไม่ใช่คนในวงสุรา แต่คือรัฐเผด็จการที่ดื่มด่ำความเมาในอำนาจของตนเอง จนมองไม่เห็นความสำคัญของผู้อื่น
🟢 ผมเดินไปบนขาข้างขวา และแทนที่ความว่างเปล่าของขาข้างซ้ายด้วยความภาคภูมิ
หากจะกล่าวถึงชื่อของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ ภาพที่ผุดขึ้นมาคือสถานะ ‘ศิลปินแห่งชาติ’ นักเขียนผู้เป็นตัวแทนความงามทางภาษาและลีลาการเขียนอันจัดจ้าน แต่ตำแหน่งนี้ก็มาพร้อมคำถามเช่นกันว่า จริงหรือไม่ที่ศิลปินแห่งชาติเป็นผลผลิตที่สร้างขึ้นภายใต้โครงสร้างอำนาจของรัฐ โดยทำหน้าที่คัดเลือก จัดวาง และทำให้ศิลปินกลายเป็นสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์ซึ่งรองรับค่านิยมแบบอนุรักษ์นิยม มากกว่าจะสะท้อนถึงเสรีภาพทางศิลปะตามอุดมคติ หากแต่รงค์ วงษ์สวรรค์คือคนที่ยากจะถูกจับวางลงในกล่องใดกล่องหนึ่ง
งานของเขามีทั้งความก้าวหน้าที่วิพากษ์ระบบทุนนิยม และต่อต้านสงคราม ซึ่งเขารับมาจากประสบการณ์ตรงกับขบวนการฮิปปี้ในยุค 1960 ในงานเขียนที่ชื่อว่า ‘หลงกลิ่นกัญชา’ ขณะที่งานชิ้นอื่นกลับเผยร่องรอยของการสนับสนุนสังคมชายเป็นใหญ่ ที่ผู้หญิงมักถูกทำให้เป็นภาพแทนของความปรารถนาอย่างที่พบในวรรณกรรมไทยในยุคเดียวกัน รงค์ วงษ์สวรรค์จึงสะท้อนความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความงาม ความขัดแย้ง ความบ้าบิ่น และความอ่อนไหว หากต้องการเข้าใจ รงค์ วงษ์สวรรค์ ในฐานะนักเขียนผู้ยืนหยัดเคียงข้างเหล้าในมุมมองของผู้ไร้อำนาจจริง ๆ ก็จำเป็นต้องสลัดให้พ้นจากภาพแทน ‘ศิลปินแห่งรัฐ’ และย้อนทบทวนบทบาทเขาในฐานะ ‘คนธรรมดา’ เพราะแรงขับสำคัญในงานเขียนของรงค์ มาจากการสนทนาอยู่กับผู้คนชายขอบของสังคม ผู้ใช้แรงงาน โสเภณี และผู้คนในชนบทที่ที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดภายใต้โครงสร้างอำนาจอันไม่เป็นธรรม
“ข้าพเจ้ารินเบียร์อย่างประณีตให้มีฟองเพียงเล็กน้อย มันถูกแช่ไว้จนเย็นสนิท ขณะที่ไหลจากปากขวดเป็นลำลงสู่แก้ว และกระทบต้องแสงไฟมองเห็นเป็นสีน้ำตาลปนทองเข้มข้นเหมือนน้ำเชื่อม นี่คือสะพานทอดข้ามระหว่างมนุษย์กับบาปไงล่ะ”
ถ้อยคำที่มีสำเนียงเฉพาะตัวที่ทำให้งานของรงค์โดดเด่น มุกตลกร้าย และความเศร้าแบบดิบ ๆ กลายเป็นฉากหลังสำคัญซึ่งทำให้งานของเขาเข้าถึงความจริงในอีกรูปแบบหนึ่ง
🟢 การเดินทางเป็นสายตาของนักเขียน
รงค์ วงษ์สวรรค์เกิดในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ก่อนการปฏิวัติสยามหนึ่งเดือน ชีวิตล้มลุกคลุกคลานไม่ต่างจากระบอบประชาธิปไตยที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่เพียงแค่ถนนราชดำเนิน มีวัยเด็กที่พบกับความโหดร้ายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 “ตอนสงครามเกิด เราเป็นยุวชนทหารของจอมพล ป. ที่เลียนแบบฮิตเลอร์…ลูกระเบิดเพลิงเยอะมาก ระเบิดวิถีราบฆ่าคนบนถนน ขาขาด แขนขาด วิถีโค้งก็มี…ตอนนั้นเขาบอกว่าถ้าระเบิดมาให้ลงท่อน้ำโสโครก แล้วก็ตายเพราะท่อน้ำบีบ ระเบิดมันอัด เห็นหัวดำอยู่ในท่อตายหมด คนรวยทั้งนั้น ตายเพราะเชื่อรัฐบาล” ภาพจำที่โหดร้ายในสงครามสร้างความไม่ไว้วางใจต่ออำนาจรัฐตั้งแต่วัยเยาว์
รงค์เป็นนักเรียนคนแรกของโรงเรียนเตรียมอุดมที่ถูกไล่ออก ก่อนจะมาจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ แล้วเดินเรือโยงที่พ่อให้มาเป็นมรดก ล่องจากบางบัวทองไปสุพรรณฯ ทำงานกับแรงงานทุกจำพวก สัมผัสกับโลกของผู้คนที่ไม่เคยถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อความซ้ำซากของสายน้ำเริ่มกัดเซาะสันดานนักเดินทาง รงค์ทิ้งเรือและขึ้นเหนือไปเป็นคนคุมปางไม้ที่เชียงใหม่ ชีวิตกลางป่าที่เต็มไปด้วยความเปราะบางของมนุษย์ทำให้เขาหันกลับสู่กรุงเทพฯ พร้อมประสบการณ์มากกว่าใครในวัยเดียวกัน และเลือกปักหลักในย่านบางลำพู ชุมชนของนักแสวงโชค คนทำงานกลางคืน และคนที่อยู่ในเงามืดของเมืองหลวง
เส้นทางนักเขียนของเขาเริ่มต้นจากการถ่ายรูปไปเสนอขายให้หนังสือพิมพ์สยามรัฐ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์จึงเห็นแววจากการถ่ายรูปด้วย ‘สายตาแบบฝรั่ง’ ซึ่งเขาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “เราดูรูปมาก ศึกษาว่าภาพแคนดิตเป็นยังไง สแนปช็อตเป็นยังไง…และทำงานโดยไม่ต้องให้บรรณาธิการคอยสั่งว่าต้องถ่ายอะไร…ตอนเลือกตั้งสกปรกกุมภาพันธ์ปี 2500 คนเดินขบวนประท้วง ที่จุฬาฯลดธงครึ่งเสา ห้ามคนหนังสือพิมพ์เข้า เราเข้าไปได้เพราะมีเพื่อนอยู่ที่นั้น เพื่อนบอกมึงหลบ ๆหน่อยละกัน…เราอยู่กับนักศึกษาตั้งแต่ตีห้าจนถึงสี่ห้าทุ่ม ลืมกินข้าวกินน้ำ”
รงค์จึงได้รับโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานพิสูจน์อักษร ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่งานเขียนและกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา เรื่องราวการผจญภัย ทั้งการเดินเรือ การเติบโตในสงคราม คนคุมปางไม้ นักเสี่ยงโชคที่บางลำพู กลายเป็นต้นทุนชีวิตสำคัญที่ขัดเกลามุมมองของเขาให้ต่างจากนักเขียนคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ความต่างในสำนวนภาษา หากเป็นสายตาที่เข้าอกเข้าใจคนชั้นล่างในสังคม
🟢 บ้านคือความสุขของมนุษย์ สุราเป็นปรัชญาของการพักผ่อน
“เรามีปรัชญาของเรา… หลังจากที่เราเร่ร่อนออกจากถ้ำมาหลายพันปี บ้านต้องอำนวยความสุข ความสะดวก นอกจากเป็นที่อยู่แล้วต้องเป็นที่พักผ่อน เหนื่อยแล้วพักผ่อนได้ พักที่ไหนจะสบายเท่าบ้าน เหมือนกินเหล้า เรากินเหล้าเพื่อพักผ่อน กินเหล้าคือความสุข ถ้าทุกข์อย่ากินเหล้า กินแล้วจะซ้ำเติมให้ทุกมโหฬาร…เราไม่เห็นด้วยกับนโยบายห้ามกินเหล้า ทำไมวะ ในเมื่อเหล้ามันเป็นปรัชญาของการพักผ่อน”
การยืนยันสิทธิในการดื่ม ไม่ได้หมายถึงการเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาพหรืออุบัติเหตุที่แอลกอฮอล์อาจก่อขึ้น แต่คือการตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของรัฐ ที่เลือกควบคุมชีวิตประชาชนแบบเหมารวม แทนที่จะจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ผู้มีอำนาจมองสุราเป็นปัญหาทางสังคม รงค์กลับมองมันเป็น ‘พื้นที่พักผ่อนของมนุษย์’
ผู้เขียนจึงชวนวิเคราะห์ 2 มุมมองนี้ผ่านกรอบคิด ‘เรื่องเล่าหลังม่าน’ (Hidden Transcript) ของ ‘เจมส์ ซี. สก็อต’ (James C. Scott) ที่อธิบายว่า ในทุกสังคมย่อมมี ‘เรื่องเล่าหน้าฉาก’ (Public Transcript) ซึ่งถูกประกอบสร้างโดยผู้มีอำนาจ เพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้คน ขณะเดียวกัน ชีวิตของประชาชนระดับล่างกลับดำเนินไปด้วย ‘เรื่องเล่าหลังฉาก’ ที่เผยความจริงอีกชุดหนึ่ง ทั้งการนินทา ด่าทอ ประชดประชัน และวิธีการต่อรองกับอำนาจอย่างเงียบ ๆ
โดยในเรื่องเล่าหน้าฉาก ฝ่ายรัฐพยายามแสดงความห่วงใยว่า กฎหมายห้ามขายสุราเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองสังคมและรักษาวินัยคนไทย การจำกัดเวลาการขายเป็นประโยชน์ต่อความสงบเรียบร้อย ลดปัญหาความรุนแรง และป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งที่ยังเป็นข้อสงสัยตามที่ สส.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ได้อธิบายว่า ต้นกำเนิดของกฎหมายดังกล่าวคือในปี 2515 ซึ่งเกิดจากยุคที่คณะรัฐประหารไม่สามารถควบคุมเจ้าหน้าที่ของตนเองได้ ข้าราชการจำนวนมากตั้งวงเหล้าในเวลาราชการจนกระทบการทำงาน แทนที่จะใช้กฎหมายลงโทษทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคล รัฐกลับเลือกผลิต เรื่องเล่าหน้าฉากว่าเหล้าคือปัญหาทางศีลธรรม แล้วออกคำสั่งห้ามขายแบบครอบจักรวาล เพื่อกลบฝังความไร้ประสิทธิภาพของตนเอง
ดังนั้น เมื่ออนุญาตให้ขายสุราในช่วงบ่ายได้อีกครั้ง ผลกระทบด้านลบอาจไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่ผู้ห่วงใยสังคมหลายคนกังวล คนที่อยากตั้งวงตอนบ่าย ต่อให้รัฐสั่งห้าม เขาก็ตุนกันไว้แล้วทั้งนั้น ไม่ได้ยากอะไร แต่กลุ่มที่ถูกกระทบจริง ๆ กลับเป็นคนทำมาหากิน และนักท่องเที่ยว ลองนึกภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เมื่อคืนเที่ยวหนัก ตื่นสาย ล้างหน้าออกจากโรงแรมตอนเที่ยง อยากสั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ มากินคู่กับอาหารไทยจานแรกของวัน แต่กลับต้องพบว่าสั่งไม่ได้ เพียงเพราะถูกจำกัดเวลา ทั้งหมดนี้คือผลของมาตรการที่เกิดจากยุครัฐเผด็จการ ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับใช้ประชาชน แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาของรัฐด้วยการไปจำกัดเสรีภาพของผู้คนแทน
🟢 เราอย่าตีค่าราคาคน ด้วยราคาเหล้าที่เขาดื่ม
ดังจะเห็นจากการเล่นคำและมุมมองที่แตกต่างกันเมื่อพูดถึงการดื่มเหล้าในแต่ละชนชั้น ‘คนรวย’ เรียกการดื่มว่า ‘เข้าสังคม’ เป็นกิจกรรมเชื่อมต่อเครือข่ายและโอกาส ‘คนชั้นกลาง’ มักใช้คำว่า ‘สังสรรค์’ เพื่อบอกว่าการดื่มคือเวลาผ่อนคลายหลังงาน ส่วน ‘คนจน’ กลับถูกมองว่าการดื่มคือ ‘การมั่วสุม’ หรือพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งที่เป็นกิจกรรมอย่างเดียวกัน
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไปสอดรับกับเรื่องเล่าที่รัฐพยายามสร้างขึ้น ผ่านวาทกรรมง่าย ๆ อย่าง “จน เครียด กินเหล้า” แต่เมื่อย้อนมาศึกษาพฤติกรรมการดื่มจากงานวิจัยของ อาจารย์ บุญเลิศ วิเศษปรีชา เราจะพบว่า ผู้คนจำนวนมากดื่มเพราะ ‘ความสุข’ พวกเขาเพลิดเพลินกับบรรยากาศของวงสนทนา เสียงหัวเราะ และความครึกครื้นของมิตรภาพ อีกกลุ่มหนึ่งดื่มเพื่อ ‘ผ่อนคลาย’ หลังงานหนัก ใช้เหล้าเป็นพื้นที่พักใจชั่วคราวสำหรับวางภาระในแต่ละวัน ส่วนอีกกลุ่มมองการดื่มเป็น ‘เครื่องมือเชื่อมคน’ ทำให้คนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อน และทำให้ความสัมพันธ์ในชุมชนแน่นแฟ้นขึ้น
รงค์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2553 ว่า “คนเราดื่มเหล้าด้วยเหตุผลแตกต่างกัน คนเมืองหนาวกินเหล้าเพื่อความอบอุ่น keep warm คนเมืองร้อนกินเหล้าเพื่อให้กินข้าวได้ เหมือนฝรั่งเศสกินไวน์เพื่อชูรสอาหาร…ญี่ปุ่นกินเพื่อผ่อนคลายหลังจากสู้งานหนัก ชาวนาไทยกลับจากทำงานจนตะวันโพล้เพล้ เมียหุงข้าวไว้ให้ มีปลาก็ต้มปลา กินเหล้าสักก๊งสองก๊ง เมียกับผัวนอนหลับสบาย หรือนึกสนุกจะเอากันก่อน ก็เอาซิ ตื่นเช้าตีห้า ออกไปทำงานใหม่ นี่คือชีวิต จะบอกว่าเมาแล้วขับรถชนไม่ได้ เพราะคนอีกตั้งหลายร้อยล้านไม่ได้ขับรถชน”
สอดรับกับข้อสรุปของ อาจารย์บุญเลิศ ที่พบว่าอคติทางชนชั้นมีผลอย่างมากต่อการมองพฤติกรรมการดื่ม เพราะเมื่อคนจนทำผิดมักถูกเหมารวมว่าเป็นนิสัยของ ‘คนจนทั้งหมด’ ต่างจากคนชั้นกลางที่ความผิดถูกแยกเป็นรายบุคคล ภาพจำเช่นนี้ทำให้ทั้งสื่อและงานวิชาการจำนวนมากตั้งต้นการศึกษาคนจนในฐานะ ‘กลุ่มที่ดื่มแล้วสร้างปัญหา’ คำถามที่ใช้จึงมักมุ่งไปที่ความเสี่ยงและความรุนแรง ขณะที่เมื่อศึกษาคนชนชั้นกลาง ประเด็นกลับเปลี่ยนเป็นเรื่องรสนิยม การเลือกแบรนด์ หรือวัฒนธรรมการดื่ม
นอกจากนั้น การที่รงค์ วงษ์สวรรค์มีโอกาสไปใช้ชีวิตในต่างประเทศจากแรงบีบคั้นทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อรัฐบาลหอยเริ่มสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ความเบื่อหน่ายทำให้เขาออกเดินทางสู่ยุโรปและอเมริกาที่เปิดพื้นที่ใหม่ให้เขาเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่มของประเทศต่าง ๆ รงค์มองการดื่มเป็นทั้งศิลปะและวัฒนธรรม เช่นว่า “เรามันนักกินเหล้าอาชีพ ชอบศึกษาเรื่องเหล้า บทบาทเหล้ากับชีวิตคนน่าสนใจ…เราควรรู้ว่าเหล้าอะไรควรกินตอนไหน บ่ายๆ กินวิสกี้ (whisky) ผสมโซดาบางๆ แทงบิลเลียดสักเกมส์ ตกเย็นดื่มไวน์ก่อนกินข้าว กินข้าวเสร็จตามด้วยคอนยัค (cognac) และบรั่นดี (brandy) 2 แก้วก่อนนอน…”
ประสบการณ์ในต่างแดนทำให้เขาตั้งคำถามกลับต่อวาทกรรมศีลธรรมของรัฐไทยที่ผูกเรื่อง ‘เหล้า’ เข้ากับ ‘บาป’ รงค์มองว่าการดื่มเป็นไม่ใช่ความเสื่อมทรามตามที่รัฐนิยาม “จะบาปได้ไง ประวัติเหล้ายังมีในชาดกเลย เป็นศิลปะชั้นสูง กว่ามนุษย์จะค้นพบเหล้าใช้เวลาหลายพันปี ประวัติเหล้าทุกที่คล้ายกันหมด คือน้ำค้างอยู่ที่คาคบ ผลไม้ตกลงไป…เกิดการหมักขึ้นมา พรานป่าไปพบเห็น ทำไมนกรื่นเริงจัง เห็นลิงตกต้นไม้ พรานป่าเลยไปกินบ้าง ปรากฏว่าอารมณ์ดี เดินร้องเพลงกลับบ้าน ชวนเมียกินข้าว กระเด้าเมียสนุกเฮฮา…เหล้าเป็นศิลปะชั้นสูง ไวน์ฝรั่งเศสยิ่งใหญ่มาก ใครที่บอกว่ารู้เรื่องเรื่องไวน์ทั้งหมด คนนั้นโหก ตำราไวน์เล่มโตเคยบอกว่า ไวน์ในโลกมีสองชนิด ชนิดที่มึงชอบกับชนิดที่มึงไม่ชอบ”
🟢 ดื่มให้ความขุ่นมัว และความโชคดีของเศรษฐีเมืองไทยบางคนที่รวยขึ้นมาอย่างหน้าด้านด้วยความคดโกง”
อาจสรุปได้ว่า ประวัติศาสตร์ของสุราในสังคมไทยส่วนใหญ่ล้วนถูกครอบด้วยเรื่องเล่าหน้าฉาก ที่รัฐพยายามกำหนดให้สุราเป็นปัญหาของปัจเจก ผูกมันเข้ากับศีลธรรมและความรับผิดชอบส่วนตัวของผู้ดื่ม ทว่าวาทกรรมเช่นนี้กลับทำหน้าที่บดบังปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่ามาก ทั้งระบบผูกขาด การออกกฎหมายเอื้อนายทุน และการสกัดกั้นภูมิปัญญาการผลิตสุราพื้นบ้านที่มีมานานในชุมชนต่าง ๆ ความไม่สมดุลนี้เองที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการต่อต้านในรูปแบบของ เรื่องเล่าหลังฉาก ซึ่งปรากฏชัดในถ้อยคำและประสบการณ์ของรงค์ วงษ์สวรรค์
“การทำเหล้าขาวบ้านเราเก่งมาก แต่ถูกขัดขวาง…อย่างน้อยก็เจ้าของสัมปทานไม่ยอม เหล้าขาวอมก๋อยที่จริงหอมมาก ที่อิสานก็ดีๆหลายที่…ราชการควรเข้าไปช่วยเหลือ แต่นอกจากไม่ช่วยยังไปติดสินบนบริษัทมาจับเสียอีก…”
“หน้าสงกรานต์คนเหนือหมักเหล้าเอง เรียกเหล้าเดือน สรรพสามิตมาจับปรับแพง เห็นแล้วขยะแขยง…จับแล้วเหมือนได้ชัยชนะ ปีหนึ่งสงกรานต์ทีเขาจะต้มเหล้ากินปล่อยเขาบ้างไม่ได้เหรอวะ…ทั้งที่ตัวเองมีปืน แต่ชาวนาชาวไร่มีมือเปล่า จับแล้วคุยเท่มาก เราได้ยิน และแอบมอง อยากดูหน้าแม่ง การรังแกประชาชนเป็นความสุขของข้าราชการบางประเภท ได้เงินนำจับจากเจ้าของสัมปทาน…ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลควรสนับสนุนเหล้าพื้นเมือง แต่ไม่ได้ ใครจะผลิตได้ต้องมีทุน 20 ล้าน ผีที่ไหนจะมี…คนจนเลยต้องกินเหล้าแพงๆ ซึ่งคุณภาพเลวๆ”
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลจากการทดลองปลดล็อกเวลาขายสุราจะลงเอยเช่นไร สิ่งที่สังคมไทยต้องตระหนักคือบทเรียนจากหมู่นักประวัติศาสตร์ที่คอยเตือนเราว่า การไม่รู้ประวัติศาสตร์ทำให้ตาบอดข้างเดียว แต่การรู้ประวัติศาสตร์แล้วเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามอาจทำให้ตาบอดทั้งสองข้าง และนี่เองที่ทำให้ เรื่องเล่าหลังม่าน จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือเสียงเล็ก ๆ ของผู้ไร้อำนาจที่คอยรบกวนเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์หน้าฉาก
เป็นเสียงที่ทำให้เราเห็นว่ากฎหมายควบคุมเวลาการขายสุรา ไม่ได้เกิดจากความห่วงใยต่อใครทั้งนั้น แต่คือมรดกตกค้างจาก ‘คณะรัฐประหาร’ ที่เราถูกบังคับให้แบกมากว่าครึ่งศตวรรษ เมื่อรู้ต้นตอเช่นนี้แล้ว คำถามสุดท้ายจึงเรียบง่ายและตรงไปตรงมาว่า เราจะยังยอมให้กฎหมายที่เกิดจากอำนาจนอกระบบ มาควบคุมชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนต่อไปอีกหรือไม่?
เรื่อง : จาตุรงค์ สุทาวัน
ภาพ : Nation Photo
#นักเขียน #รงค์วงษ์สวรรค์ #การดื่ม #วัฒนธรรม

🍺🍺🍺
05/12/2025

🍺🍺🍺

ลืมบทเรียนวิชาสังคมสมัยประถมไปก่อน ที่ครูเคยสอนว่า "มนุษย์เลิกเป็นคนป่าเร่ร่อน > หันมาปลูกข้าว > ทำขนมปังกิน > แล้วค่อยสร้างเมือง" ฟังดูสมเหตุสมผลและดูเป็นคนดีมีความรับผิดชอบใช่ไหมครับ? แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมบอกว่าเราอาจจะโดน "แกง" มาทั้งชีวิต? Wongnai Story ขอเสนอ เรื่องราวของเบียร์ที่ว่ากันว่าเป็นผู้สร้างอารยธรรมให้กับมนุษย์ตัวจริงเสียงจริง
เรื่องราวมันเกิดขึ้นจากนักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เริ่มมีหลักฐานหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ ว่า แรงจูงใจที่ทำให้มนุษย์ยอมทิ้งชีวิตอิสระมาหลังขดหลังแข็งทำเกษตรกรรม ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากกินแป้งจืด ๆ อย่างเช่นขนมปัง แต่เป็นเพราะพวกเขาอยาก "หมักเบียร์" ต่างหาก!
และนี่ก็คือทฤษฎี "The Beer Before Bread Hypothesis" ทฤษฎีที่บอกว่า ความเมา คือรากฐานของอารยธรรมมนุษย์

1.ทำไมต้อง "ขนมปัง" ในเมื่อ "เบียร์" มันง่ายกว่า?
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นมนุษย์ยุคหินนะครับ การจะทำ ขนมปัง ก้อนหนึ่ง คุณต้องเก็บเมล็ดข้าว ปอกเปลือก โม่ให้เป็นแป้ง นวด แล้วก็ต้องหาไฟแรง ๆ มาอบ ขั้นตอนเยอะแยะวุ่นวาย แถมถ้าทำผิดสูตรก็แข็งเป็นหินปาหัวหมาแตก
แต่ เบียร์ นี่ต่างกันลิบลับอย่างกับสวรรค์ประทานชัด ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว แค่คุณเอาเมล็ดธัญพืชป่าไปแช่น้ำ แล้วทิ้งไว้ให้เจอกับ "ยีสต์ธรรมชาติ" ที่ลอยอยู่ในอากาศกระบวนการหมัก ก็จะเกิดขึ้นเองแบบอัตโนมัติ น้ำหวานจากข้าวจะเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ มีฟองฟู่ ๆ และพอดื่มเข้าไปก็วิ้ง ๆ เลยครับพี่น้อง
ในมุมของจิตวิทยามนุษย์เราชอบทางลัดเสมอ (Law of Least Effort) ระหว่าง "ขนมปังที่ทำยากแถมจืดชืด" กับ "น้ำวิเศษที่ทำง่ายแถมกินแล้วอารมณ์ดี" คุณคิดว่าบรรพบุรุษเราจะเลือกปลูกข้าวเพื่ออะไรก่อนกัน?
2."ปาร์ตี้" ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
อย่าเพิ่งหาว่าผมมั่ว เพราะเรื่องนี้มีหลักฐานทางโบราณคดีรองรับ ให้เราวาร์ปไปที่ Göbekli Tepe (โกเบกลี เทเป) ในประเทศตุรกี สถานที่นี้คือวิหารหินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (เก่ากว่าพีระมิดอียิปต์ราวๆ 7,000 ปี!)
สิ่งที่นักโบราณคดีเจอที่นั่นคือ "อ่างหินขนาดยักษ์" ที่จุของเหลวได้เป็นร้อยลิตร และเมื่อเอาคราบในอ่างไปตรวจทางเคมี ก็เจอแจ็กพอต เพราะเราพบ แคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นสารตกค้างที่เกิดจากการหมักเบียร์!
ประเด็นที่ พีค คือ คนที่สร้างวิหารนี้ยังเป็น "พรานล่าสัตว์" พวกเขายังไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่งด้วยซ้ำ แต่กลับลงทุนลงแรงมาสร้างวิหารเพื่อรวมตัวกัน "จัดงานเลี้ยง"
นั่นแปลว่า ปาร์ตี้มาก่อน เมืองมาทีหลัง พวกเขาไม่ได้ปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงปากท้องในชีวิตประจำวัน แต่เริ่มเพาะปลูกเพราะต้องการวัตถุดิบจำนวนมากมาหมักเหล้าเพื่อบูชาเทพเจ้า (และดื่มกันเอง) ในงานเทศกาล พอต้องใช้ข้าวเยอะเข้า ๆ ก็เลยต้องเลิกเร่ร่อนแล้วมาทำนากันจริง ๆ จัง ๆ สักที
3.เบียร์: เครื่องมือสร้างสังคม (Social Lubricant)
ในทางจิตวิทยาสังคม แอลกอฮอล์ทำหน้าที่เป็น Social Lubricant หรือสารหล่อลื่นทางสังคมมาช้านาน มนุษย์ยุคหินมีความเครียดสูง (ตื่นมาอาจจะโดนเสือกัดตายเมื่อไหร่ก็ได้) การได้ดื่มเบียร์ช่วยลดความกังวล และละลายพฤติกรรม ทำให้คนแปลกหน้าจากต่างเผ่ากล้าที่จะคุยกัน แลกเปลี่ยนของกัน หรือจับคู่กันง่ายขึ้น
สังคมที่ซับซ้อนอย่าง "รัฐ" หรือ "เมือง" อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเบียร์เป็นตัวเชื่อมประสานให้มนุษย์เปิดใจคุยกันในวงเหล้า
4.แด่บรรพบุรุษผู้กระหาย
แน่นอนว่าเบียร์ในยุคนั้นไม่ได้ใสปิ๊งเหมือน Lager ในเซเว่น ฯ แต่มันคือ "โจ๊กที่มีแอลกอฮอล์" อันข้นคลั่ก มีกากใยสูง และโปรตีนเพียบ (ถือเป็น Superfood ยุคแรกก็ได้นะ)
ดังนั้น ครั้งหน้าที่คุณยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม อย่ารู้สึกผิดว่ากำลังทำลายสุขภาพ แต่จงภูมิใจว่าคุณกำลัง "รำลึกถึงรากเหง้าแห่งอารยธรรม" เพราะถ้าบรรพบุรุษเราไม่กระหายความเมาในวันนั้น... เราอาจจะยังวิ่งไล่จับหมูป่าอยู่ในป่าจนถึงวันนี้ก็ได้
เอ้าชน!
สาระน่ารู้
1. ทฤษฎีนี้มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า "The Beer Before Bread Hypothesis" เริ่มเป็นที่ถกเถียงจริงจังตั้งแต่ยุค 1950s โดย Robert Braidwood และได้รับแรงหนุนจากหลักฐานใหม่ ๆ โดยศาสตราจารย์ Solomon Katz (มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย)
2. หลักฐานที่ Göbekli Tepe: มีการค้นพบอ่างหินปูนและร่องรอยของ Oxalate จริง ซึ่งบ่งชี้ถึงการหมักธัญพืช แต่นักวิชาการบางส่วนก็ยังแย้งว่าอาจจะเป็นการหมักเพื่ออาหารเฉย ๆ ไม่ใช่แอลกอฮอล์เสมอไป (แต่ทฤษฎีเบียร์มีน้ำหนักมากในปัจจุบัน)
3. ลักษณะของเบียร์โบราณ เบียร์ยุคแรก (เช่น ของชาวสุเมเรียน) มีลักษณะข้นคล้ายซุปหรือโจ๊ก และต้องใช้ "หลอดดูด" (Straw) ที่ทำจากต้นอ้อ เพื่อดื่มน้ำจากด้านล่างและกรองกากที่ลอยอยู่ด้านบน ซึ่งภาพสลักคนดูดน้ำจากไหคือหลักฐานชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์
4. ยีสต์ธรรมชาติ: ในยุคนั้นยังไม่มีการคัดสายพันธุ์ยีสต์ (Saccharomyces cerevisiae) เหมือนปัจจุบัน การหมักเกิดขึ้นจากการที่สปอร์ยีสต์ในธรรมชาติร่วงลงไปในถังหมักเอง (Spontaneous fermentation) ซึ่งปัจจุบันเบียร์ประเภท Lambic ในเบลเยียมยังคงใช้วิธีนี้อยู่
5. ถ้ำราเคเฟต (Raqefet Cave) ประเทศอิสราเอล (ปี 2018): นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัย Stanford ค้นพบร่องรอยของการ "หมักเบียร์" ในครกหิน อายุเก่าแก่ถึง 13,000 ปี ซึ่งเป็นยุคของชาวนาทูฟียน (Natufian)
ปล.แม้หลักฐานต่าง ๆ จะสนับสนุนทฤษฎี "Beer Before Bread" (ทำเกษตรเพื่อเอาเบียร์) แต่ในวงการก็ยังมีแย้งกันนิดหน่อย เพราะในปีเดียวกัน (2018) ก็มีการค้นพบ "เศษขนมปัง" ที่เก่าแก่ที่สุด (อายุ 14,400 ปี) ที่จอร์แดนเหมือนกัน
#เบียร์

19/10/2025

วันนี้เปิดนะจ๊ะ
⚽️⚽️⚽️⚽️⚽️⚽️

เริ่มแล้วจ้า🎧🎧🎧
16/10/2025

เริ่มแล้วจ้า🎧🎧🎧

มีความบันเทิงมาอีกหนึ่งงานแล้วจ้า เจอกันพรุ่งนี้น้า🫡👏🎧🎤
15/10/2025

มีความบันเทิงมาอีกหนึ่งงานแล้วจ้า เจอกันพรุ่งนี้น้า🫡👏🎧🎤

12/10/2025

วันนี้เปิดปรกตินะจ๊ะ ปิดวันจันทร์แทนจ้า

05/10/2025

วันนี้ร้านเปิดปรกตินะจ๊ะ

พบกันคืนนี้นะจ๊ะ
30/09/2025

พบกันคืนนี้นะจ๊ะ

27/09/2025

เตรียมตัว เตรียมเท้า เตรียมเอว ของคุณเอาไว้ให้พร้อม แล้วเจอกันค้าบ

ที่อยู่

Ladprao 10
Bangkok
10900

เบอร์โทรศัพท์

0850589297

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pizzicato Bar & Restaurantผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์