Baltika Beer Thailand

Baltika Beer Thailand Baltika Beer Thailand

29/07/2019

น้ำผึ้งผสมอบเชย ....ดีเกินคาด ( Honey and Cinnamon )

น้ำผึ้งเป็นอาหารเพียงชนิดเดียวในโลกนี้ที่ไม่เสียหรือบูดเน่า จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แท้จริงแล้วน้ำผึ้งแท้ก็คือน้ำ ผึ้งแท้อยู่วันยังค่ำ อย่างไรก็ตามถ้าปล่อยทิ้งไว้ในที่มืดนานๆมันจะตกผลึก ถ้าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ให้นำขวดน้ำผึ้งแช่ในน้ำร้อน ปล่อยให้ค่อยๆเย็นลงจนกลายเป็นของเหลว มันก็จะกลับคืนสู้สภาพเดิม อย่านำเข้าตู้ไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะจะทำลายเอ็มไซม์ในน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งกับอบเชย
กล้ากล่าวได้ว่าบริษัทยาทั้งหลายไม่ชอบใจแน่ๆ การค้นพบข้อเท็จจริงของส่วนผสมน้ำผึ้งกับอบเชยสามารถรักษาโรคได้เป็นส่วนมาก น้ำผึ้งสามารถผลิตได้ทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังยอมรับว่าเป็น “Ram Ban” (มีประสิทธิผลมาก)ในการรักษาโรคนานาชนิด น้ำผึ้งสามารถใช้ได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์กล่าวว่าแม้น้ำผึ้งจะมีรสหวาน ถ้ารับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะเป็นยาชนิดหนึ่ง ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยเบาหวาน หนังสือ World Weekly News ของแคนนาดา ประจำวันที่ 17 มกราคม 1995 ได้บอกถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งกับอบเชยว่ารักษาโรคใดได้บ้าง ซึ่งเป็นผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาติตะวันตกดังนี้ :

1. โรคหัวใจ (Heart Diseases)

เอาน้ำผึ้งผสมกับผงอบเชยแล้วป้ายขนมปังแทนเยลลีและแยม ทานเป็นประจำเป็นอาหารเช้าจะช่วยลดคอเรสเตอรัลในเส้นเลือดและช่วยลดอาการ หัวใจวาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ถ้ารับประทานตามที่แนะนำมานี้เป็นประจำ ก็จะทำให้อาการเจ็บกล้ามเนื้อหัวใจทุเลา ถ้าคนปกติรับประทานเป็นประจำดังกล่าวมาก็จะทำให้ระบบหายใจดีขึ้น การเต้นหัวใจแข็งแรงขึ้น ในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดาสถานดูแลผู้ป่วยหลายแห่งใช้วิธีนี้บำบัดคนไข้ผลดี และค้นพบต่อไปอีกว่า เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เส้นโลหิตแดงและโลหิตดำขาดความยืดหยุ่นและอุดตันได้ง่าย น้ำผึ้งกับอบเชยสามารถฟื้นฟูเส้นโลหิตทั้งสองชนิดได้

2. โรคปวดข้อปวดกระดูก (Arthritis)

ผู้ป่วยโรคปวดข้อปวดกระดูกอาจจะรับประทานเป็นประจำโดย
ชงน้ำผึ้ง 2 ช้อนกับผงอบเชย 1 ช้อนชาในน้ำร้อนขนาดถ้วย
กาแฟทุกเช้าและเย็น ก็จะทำให้อาการปวดทรมานหายได้ จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโคเปนฮาเกน พบว่าหมอให้คนไข้รับประทานน้ำผึ้งขนาด 2 ช้อนโต๊ะกับผงอบเชยขนาด ครึ่งช้อนชาก่อนอาหารเช้า พบว่าในเวลา 1 สัปดาห์คนไข้จำนวน 73 คนจากจำนวนทั้งหมด 200 คนที่เข้าร่วมโครงการทดลองมีอาการปวดลดลง เมื่อทดลองต่อไปจนครบ 1 เดือนปรากฏว่าคนไข้ส่วนใหญ่ที่เดินไม่ได้สามารถเดินได้เองโดยไม่มีอาการปวด แต่อย่างใด

3. โรคกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ (Bladder Infections)

ให้ใช้ผงอบเชย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาชงในน้ำอุ่น 1 แก้วแล้ว
ดื่ม มันจะไปฆ่าเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ

4. คลอเลสเตอรอล (Cholesterol)

ชงน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะกับผงอบเชย 3 ช้อนชาในน้ำชาขนาด 16
ออนซ์ให้คนไข้ที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูงดื่ม ปรากฏว่าภายใน
เวลา 2 ชั่วโมงระดับคลอเลสเตอรอลลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ดังที่ได้
กล่าวถึงคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคปวดข้อ ถ้าให้คนไข้ดื่มวันละ 3 เวลาก็คลอเลสเตอรอลจะหายเป็นปกติได้ ตามข้อมูลที่อ่านจากนิตยสารนี้กล่าวว่า การดื่มน้ำผึ้งบริสุทธิพร้อมอาหารเป็นประจำทุกวันช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้

5. ไข้หวัด(Colds)

สำหรับผู้ที่มีอาการทรมานจากไข้หวัดหวัดทั่วไปหรือไข้หนักควรชงน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะกับผงอบเชย ¼ ช้อนทุกวันเป็นเวลา 3 วันก็จะช่วยลดอาการไอรุนแรงและจมูกโล่ง

6. อาการท้องอืด( Upset Stomach)

ให้รับประทานน้ำผึ้งผสมผงอบเชยจะช่วยให้อาการปวดท้องทุเลา
และยังช่วยลดอาการแผลในกระเพราะอาหารได้ด้วย

7. ลมในกระเพราะ (Gas)

ผลการศึกษาในอินเดียและญี่ปุ่นพบว่า ถ้ารับประทานน้ำผึ้งกับผงอบเชยจะช่วยลดลมภายในกระเพราะอาหารลงได้

8. ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย( Immune System)

การรับประทานน้ำผึ้งผสมผงอบเชยประจำวันจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ร่างกายให้เข้มแข็ง ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นักวิทยาศาสตร์พบว่าในน้ำผึ้งมีวิตามินหลายชนิดและธาตุเหล็กเป็นจำนวนมาก การรับประทานน้ำผึ้งประจำยังเพิ่มเม็ดเลือดขาว เพื่อต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้

9. อาหารไม่ย่อย(Indigestion)

โรยผงอบเชยลงบนน้ำผึ้งขนาด 2 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารจะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารและช่วยให้การย่อยอาหารเมื้อหนักได้ดี

10. ไข้หวัดใหญ่( Influenza)

นักวิทยาศาสตร์สเปนได้พิสูจน์น้ำผึ้งประกอบด้วยสารอาหารธรรมชาติที่ทำลายเชื้อไข้หวัดใหญ่และช่วยให้ผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากไข้หวัดใหญ่

11. ยาอายุวัฒนะ(Longevity)

การดื่มชาที่ผสมน้ำผึ้งกับผงอบเชยเป็นประจำช่วยชะลอความชรา วิธีการทำคือ ใช้น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ ผงอบเชย 1 ช้อน น้ำเปล่า 3 ถ้วย แล้วน้าไปต้มเหมือนชา ให้ดื่ม ¼ ถ้วยวันละ 3-4 เวลา จะช่วยให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง นุ่มมีน้ำมีนวล ช่วยทำให้อายุยืน อาจถึง 100 ปี
ให้เริ่มต้นตั้งแต่อายุราว 20 ปี

12. แก้สิว (Pimple)

ผสมน้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะกับผงอบเชย 1 ช้อนชาให้เข้ากัน แล้วป้ายบนหัวสิวก่อนนอนและล้างออกใวันรุ่งขึ้นด้วยน้ำอุ่น ถ้าปฏิบัติติดต่อกัน 2 สัปดาห์ก็จะสามารถกำจัดหัวสิวได้

13. ผิวหนังติดเชื้อ(Skin Infections)

ใช้น้ำผึ้งผสมกับผงอบเชยปริมาณเท่าๆกันทาบริเวณที่ติดเชื้อ จะช่วยรักษาเรื้อนกวาง (eczema) กลากและโรคผิวหนังชนิดต่างๆได้

14. ลดน้ำหนัก (Weight Loss)

ดื่มน้ำผึ้งผสมผงอบเชยในน้ำร้อน ทุกๆเช้าก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ขณะท้องว่าง และก่อนนอนทุกคืน ถ้าทำเป็นประจำจะช่วยลดน้ำหนักแม้คนที่อ้วนมากๆ เช่นเดียวกัน ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่กล่าวมานี้จะช่วยไม่ให้ไขมันสะสมในร่างกายแม้กระทั่ง ในคนที่รับประทานอาหารทีมีพลังงานสูง

15. โรคมะเร็ง(Cancer)

ผลการวิจัยในญี่ปุ่นและออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้พบว่า ผู้ทีเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งกระดูกในขั้นมากๆแล้วสามารถรักษาได้ สำเร็จ ผู้ป่วยที่ได้รับความทรมานจากมะเร็งดังกล่าวควรดื่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมผงอบเชย 1 ช้อนชาเป็นประจำ 3 เวลาประมาณ 1 เดือน

16. แก้อาการอ่อนเพลีย(Fatigue)

ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำตาลในน้ำผึ้งมีประโยชน์มากในการ เพิ่มพลังให้แก่ร่างกาย ในผู้สูงวัยทีรับประทานน้าผึ้งกับผงอบเชยในปริมาณเท่าๆกัน ช่วยให้กระปลี้กระเปล่าและมีร่างกายที่ยืดหยุ่น ดร. มิลตันที่ศึกษาเรื่องนี้กล่าวว่า การดื่มน้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะในแก้วหนึ่งแก้วโรยด้วยผงอบเชยเป็นประจำหลังแปรงฟันและตอนบ่ายราวๆ 15.00 น.เมื่อร่างกายเริ่มล้า จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวาใน 1 สัปดาห์

17. ขจัดลมหายใจมีกลิ่น (Bad Breath)

ชาวอเมริกาใต้ ตื่นนอนตอนเช้า สิ่งที่เขาทำอันดับแรกคือ กลั้วคอด้วยส่วนผสมของน้ำผึ้ง 1 ช้อนชากับผงอบเชยในน้ำร้อน เพื่อให้ลมหายใจสดชื่นตลอดวัน

18. ช่วยการได้ยิน (Hearing Loss)

การรับประทานน้ำผึ้งและผงอบเชยผสมกันในปริมาณเท่าๆกันเป็นประจำทุกเช้าและ ก่อนนอนจะช่วยให้การได้ยินกลับมาเหมือนเดิม จำได้ไหมเมื่อครั้งเป็นเด้ก? เรากินขนมปังทาเนยโรยด้วยผงอบเชย

* frac 14 = 1/4, frac 12 = 1/2

เครดิต /www.pendulumthai.com

22/07/2019

แมงลัก ผักริมรั้วมากคุณค่า

เป็นพืชล้มลุกอยู่ในสกุลเดียวกับกะเพราและโหระพา ต่างกันที่กลิ่น ใบจะมีสีเขียวจางกว่าใบกะเพรา ใบแมงลักใช้กินสด ใส่สลัดผัก ประดับจานอาหาร ส่วนมากในประเทศไทยจะกินกับขนมจีน หรือใส่แกงเลียงและแกงต่างๆ ผลที่คนไทยเรียกว่าเมล็ดแมงลักใช้ทำขนมน้ำแข็งไส ใส่ไอศกรีม ใส่น้ำเต้าหู้ หรือใส่ในวุ้น

สรรพคุณทางยา
1.ขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
2.ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
3.บรรเทาอาการหวัด อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาด โขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
4.บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อย หรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการ และเปลี่ยนยาบ่อยๆ
5.แก้ท้องร่วงท้องเสีย ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้

6.เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลัก และให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อยๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
7.บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
8.บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
9.เสริมสร้างกระดูก ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
10.ยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลัก สัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้ว เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
11.ใช้ลดความอ้วน เปลือกผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง ดื่มน้ำตาม ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหาร ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูกด้วย

** ข้อควรระวังการใช้แมงลัก ถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำจากลำไส้เกิดอาการขาดน้ำ และอาจเกิดอาการลำไส้อุดตันได้ (โดยเฉพาะแมงลักที่บดเป็นผง)

Cr : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

Fernet Branca (เฟอร์เน็ท บรางก้า) รสขม กลิ่นหอมซ่าขึ้นจมูก  สีเหลืองเข้มเพราะแต่งสีด้วยคาราเมล กลั่นจากสมุนไพรกว่า 40 ชน...
06/09/2016

Fernet Branca (เฟอร์เน็ท บรางก้า)

รสขม กลิ่นหอมซ่าขึ้นจมูก สีเหลืองเข้มเพราะแต่งสีด้วยคาราเมล กลั่นจากสมุนไพรกว่า 40 ชนิด เช่น myrrh , rhubarb, คาโมมายด์ , cardamom , aloe , และ saffron มีดีกรีประมาณ 42% ครั้งแรกผลิตที่เมืองมิลาน ในประเทศอิตาลี มักเรียกกันว่า "Amaro" มีความหมายว่า รสขม ค้นคิดโดยนาง Maria Scala เมื่อปี ค.ศ. 1845 ชื่อเหล้า ที่ใช้คำว่า "Branca" มันเป็นชื่อนามสกุลเก่าของนาง Maria ก่อน ที่เธอจะแต่งงานไป คิดค้นเหล้าตัวนี้ขึ้นมาเพื่อทำเป็นยา มีการอ้างสรรพคุณว่า สามารถรักษาโรคอหิวาตกโรค ช่วยแก้อาการเสียดท้อง แก้อาการเมาค้าง ได้ด้วย นิยมดื่มก่อน หรือหลังทานอาหารก็ได้ บางทีก็ดื่มผสมกับกาแฟ หรือดื่มแบบ ออนซ์ เดอะ ล็อก ก็ได้ ส่วนในอาเจนตินา นิยมดื่มกับโค้ก หรือที่สาธารณรัฐเชค นิยมดื่มผสมกับน้ำโทนิก แต่ในปัจจุบันมีผลิตในสหรัฐอเมริกาด้วย

Raki (เรกิ) เป็นเหล้าอนิซที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับไวน์ และสมุนไพรต่างๆ กลั่นในถังทองแดง 2 ครั้ง  สีขาวใส มีดีกรีปร...
28/11/2015

Raki (เรกิ)
เป็นเหล้าอนิซที่กลั่นมาจากเหล้าบรั่นดีผสมกับไวน์ และสมุนไพรต่างๆ กลั่นในถังทองแดง 2 ครั้ง สีขาวใส มีดีกรีประมาณ 40-50% รสจะคล้ายกับเหล้า Ouzo จัดเป็นเหล้าประจำชาติของตุรกี และเลบานอน เวลา ดื่มนิยมดื่มผสมกับน้ำเย็นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่น 1:1 เมื่อผสมกับน้ำ เหล้าเรกิจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นคล้ายสีน้ำนม ในตุรกีจึงเรียกเหล้าเรกิที่ผสมน้ำเย็นนี้ว่า sütü aslan แปล ว่า น้ำนมสิงห์ "Lion's Milk" กลิ่นและนมรสชาดคล้ายกับอมลูกอมแฮ็ค รสเย็นซ่านิดๆ สีขาวคล้ายน้ำนม แรงกำลังดี ทานพร้อมกับอาหารทะเล arugula สด เนยขาวและแตงกวาตุรกี จะน่าลิ่มลองมากยิ่งขึ้น เมื่อดื่มขณะดูระบำหน้าท้องของตุรกีไปด้วย ได้บรรยากาศดีแท้ เช่น ยี่ห้อ Golden Horn , Yeni (ดีกรี 45% สีขาวใส ของตุรกี)

เจาะตำนาน  JACK DANIEL’S TENNESSEE  WHISKEY โคคา  โคลา   ลีวายส์     แมคโดนัลด์    มาร์โบโร   ไอบีเอ็ม และ             แ...
17/09/2015

เจาะตำนาน JACK DANIEL’S TENNESSEE WHISKEY

โคคา โคลา ลีวายส์ แมคโดนัลด์ มาร์โบโร ไอบีเอ็ม และ แจ็คแดนียลส์ เทนเนสซี่วิสกี้ คุณคิดว่า โลโก้ สินค้า ต่าง ๆ เหล่านี้มีอะไรที่เหมือนกันอยู่ ทุกๆโลโก้ที่ผมเอ่ยขึ้นมานั้น ต่างติดอยู่ในอันดับท็อปเท็นสินค้าอเมริกันที่คนจำได้ในโลกนี้

เมื่อครั้งที่ มิสเตอร์ แจ๊ค แดเนียลส์ จดทะเบียนโรงกลั่น ของเขาครั้งแรกตั้งแต่ปี 1866 และเริ่มต้นผลิตวิสกี้ รสกลมกล่อมขึ้นมาเขาไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเหล้าตัวนั้นจะเป็นที่นิยมดี่มกันไปทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน

อะไร ที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ เทนเนสซี่วิสกี้ ประสพความสำเร็จ ..? ถ้าอยากจะทราบคำตอบ ก็ต้อง พาทุกท่านย้อนอดีตกลับไปเล่าถึงตำนานของแจ๊ค แดเนียลส์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18

ขณะนั้นยังมีอายุได้ 7 ปี หนูน้อยแจ๊ค ได้ไปทำงานให้กับหลวงพ่อ ที่มีร้านขายของเล็กๆ ด้วย เขามีชื่อว่า แดน คอล

บังเอิญหลวงพ่อ แดน คอล สามารถผลิตวิสกี้ ได้ หนูนอ้ยแจ็ค จึงทำงานอย่างหนักเพื่อขอแลกกับวิชาความรุ้ทางด้านผลิตวิสกี้จากแก จนวันหนึ่งแดนคอลเห็นถึงพยามอุตสาหะ จึงยอมให้หนูน้อยแจ๊คได้มีหุ้นส่วนร่วมในกิจการด้วย ซึ่งขณะนั้นได้มีเหตุการณ์สำคัญ 13 อย่างเกิดขึ้น

1. แจ๊คแดเนียลส์ เรื่มแตกเนื้อหนุ่มมีอายุได้ 13 ขวบพอดี

2. แดน คอล ตัดสินใจจะไปเป็นพระแบบเต็มเวลา

3. เขาเลยขายหุ้นทั้งหมดในการผลิตเหล้าให้กับ ลูกศิษย์สุดรัก – แจ๊ค แดเนียลส์

แจ๊คจึงคิดใช้ ประโยชน์จากโอกาสที่เขาได้รับจากแดนคอล ให้เต็มที่ เขามีความคิดที่จะผลิตวิสกี้ที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น เขาจึงคิดค้น ไม่ใช่แต่เฉพาะวิสกี้ที่ดีที่สุดเท่านั้น เขายังผลิตสิ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวด้วย แจ๊ค แดเนียลส์ ผลิตวิสกี้ของเขาโดยใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่จาก ข้าวโพด นอกจากนั้นยังมีส่วนผสมจองข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์หมัก แต่แค่ส่วนผสมแค่นั้น ไม่สามารถทำให้ แจ๊คแดเนียลส์มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะได้ โรงกลั่นเหล้าหลายๆ แห่งค้นพบว่า ข้าวโพดคือส่วนผสมที่ดีที่สุดสำหรับผลิตวิสกี้ ซึ่งโดยที่จริงแล้วตามกฎหมายของการผลิตเหล้า เบอร์เบิน และ เทนเนสซี่วิสกี้ ต้องประกอบไปด้วย ข้าวโพด อย่างน้อย 51 % สิ่งที่แจ๊คแดเนียลส์แตกต่างจากวิสกี้ยี่ห้ออื่น ก็คือ น้ำ ที่ได้มาจากแหล่งน้ำที่ปราศจากธาตุเหล็กและกรรมวิธีการกรองผ่านถ่านไม้เม เปิ้ล

CHARCOAL – MELLOWING ที่รู้กันดีว่า “กรรมวิธีแบบลินคอลน์โบราณ” ซึ่งทำให้ แจ๊คแดเนียลส์ แตกต่างไปจากวิสกี้ทั่วไป ในขั้นตอนการกรอง เขาจะใช้ถ่านไม้ที่ได้จากการเผาไม้เมเปิ้ล ซึ่งทำในพื้นที่ของโรงกลั่นนี่เองโดยเขาจะใช้วิสกี้ใสบริสุทธิที่ผ่าน การกลั่นมาแล้ว กรองผ่านถังใหญ่ ที่อัดแน่นไปด้วยถ่านไม้เมเปิ้ล ซึ่งแต่ละหยด ต้องใช้เวลา 10-12วันในการซึมผ่าน เพื่อที่จะให้ได้วิสกี้ที่ดีที่สุดดังที่ตั้งปณิธานไว้ แจ๊คแดเนียลส์ ก็ยินดีที่จะรอและคิดว่ามันคุ้มค่า

ขณะที่มิสเตอร์ แจ๊ค ได้คิดค้นกรรมวิธี การกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ลนั้น เขาหารู้ไม่ว่า เขาได้คิดค้นวิสกี้ชนิดใหม่ ขึ้นมาอีกชนิดในโลก นั้นคือ เทนเนสซี่วิสกี้นั้นเอง ไม่มีวิสกี้ชนิดไหนในโลกนี้ สามารถอ้างถึงกรรมวิธีการผลิตแบบ ลินคอร์นโบราณได้เหมือนกับ แจ๊ค แดเนียลส์

ในช่วงต้นปี 1860 รัฐบาลอเมริกันได้มีความคิดที่จะจัดระเบียบทั้งในเรื่องการผลิตและการจัด เก็บภาษีเหล้า จนกระทั่งปี 1866 โรงกลั่นแจ๊คแดเนียลส์ ก็ได้กลายเป็นโรงกลั่นจดทะเบียนถูกต้องเป็นแห่งแรกของรัฐบาลอเมริกา

หลายปีต่อมา แจ๊คแดเนียลส์ ซึ่งไม่เคยแต่งงาน ก็ได้มอบหมายให้ หลานชายสุดที่รักชื่อว่า เล็ม มอทโลว์ มารับสืบทอดกิจการต่อไป เพราะเขาไว้ใจมากที่สุดและคิดว่า เล็ม จะช่วยสืบทอดเจตนารมย์ของเขาในการผลิตวิสกี้ชั้นยอด เพราะว่า เล็ม มีคำพุดอยุ่ประโยคหนึ่งซึ่งเขาประทับในมากก็คือ “ ทุกๆวันที่เราผลิตวิสกี้ออกมาเราจะต้องทำมันให้ดีที่สุด “

“ Every day we makeit , we’ ll make it the best we can ”

เล็ม มอทโลว์ ก็เลยกลายเป็นเจ้าของเต็มตัว หลังจากแจ๊คแดเนียลส์ได้เสียชีวิตไป มีเรื่องเล่ากันว่าสาเหตุของการตาย เกิดจากวันหนึ่งเขาโมโหมากที่ไม่สามารถเปิดเซฟ ได้เขาจึงเตะเซฟ นั้นเข้าไปอย่างแรงตอนแรกก็ไม่ได้เตะรุนแรงอะไร แต่หลังจากนั้นอาการก็มีแต่ทรุดลงเรื่อยๆ 6 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ แจ๊คแดเนียลส์ก็ถึงแก่ชีวิตแต่เรื่องราวของเขาไม่ได้จบลงแค่นั้น

นอกจากความมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวแล้ว จุดขายที่สำคัญของแจ๊คอีกอย่างก็คือ ความยึดมั่น

( CONSISTENCY ) ตั่งแต่ห่อ บรรจุภัณฑ์ จนกระทั่งการโฆษณา แจ๊คจะเน้นถึงแต่คุณภาพ และการสืบทอดของตำนาน แจ๊คแดเนียลส์ได้รับการยอมรับจากทั่งโลกในเรื่องของการยึดมั่น และการสืบทอดเจตนารมย์จากอดีต อะไรที่ได้รับการสืบทอดเจตนารมย์หลังจาก ธุรกิจได้ตกอยุ่ในมือของเล็มมอทโลว์

เล็มมอทโลว์ ไม่ได้เป็นเพียงแต่ผู้ผลิตวิสกี้ที่ดีที่สุด เขายังเป็นนักธุรกิจที่ดีด้วย เมื่อตอนที่อเมริการประกาศห้ามผลิตเหล้าทุกชนิด และปิดโรงกลั่นทุกโรงในอเมริกามอทโลว์ก็หันไปทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องปั่น ด้าย ซึ่งธุรกิจก็ไปด้วยดี จนกระทั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

หลังจากรัฐบาลได้ อนุญาตให้กับมาผลิตเหล้าได้อีก เขาก็เริ่มธุรกิจโรงกลั่นขึ้นใหม่ในปี 1938 แต่เปิดได้ไม่กี่ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นอีก รัฐบาลก็สั่งปิดโรงเหล้าอีกในช่วงของภาวะสงครามพอสงครามสงบ รัฐบาลก็เริ่มให้มีการผลิตเหล้าได้อีกในปี 1946 แต่เล็มก็ไม่เริ่มเปิดโรง
กลั่นของเขาในทัน ที่ เพราะว่าหลังจากสงครามวัตถุดิบที่ดีจะต้องถูกจัดเป็นเสบียงก่อน จึงเหลือแต่วัตถุดิบที่ด้อยค่าเท่านั้นสำหรับการผลิตเหล้า เล็มจึงตัดสินใจไม่ผลิตถ้าไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุด

หลังจากรัฐเริ่ม คลายกฎในการจัดหาเสบียง และเล็มสามารถหาวัตถุดิบชั้นเยี่ยมสำหรับผลิตแล้วเขาจึงเปิดโรงกลั่นของเขา อีกครั้งหนึ่งตอนปลายปี 1947

ความยึดมั่นและความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคของเขา ได้สืบทอดมาจนกระทั่งรุ่นลูก ไม่ว่าจะเพิ่มกำลังผลิตไปขนาดไหนสิ่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขาไม่เคยลืมเลยคือความยึดมั่นต่อกระบวนการ การผลิตซึ่งเป็นสิ่งที่ แจ๊คแดเนียลส์สืบทอดผ่านมาหลายชั่วอายุคน จนถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน

สาเหตุอีกประการของความสำเร็จของแจ๊คแดเนียลส์เทนเนสซี่ ก็คือความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีในสินค้า หรือ BAND LOYALTY เพราะว่าแจ๊คแดเนียลส์มีเสน่ห์ในตัวเอง เริ่มจากการผลิตที่ไม่รีบร้อน พนังงานทุกคนทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ทำงานด้วยใจที่รักในงานที่ทำและภูมิใจในสินค้าที่ผลิตทุกคนต้องการแต่ผลงาน ที่ดีเลิศออกมาไม่ใช่ ต้องการชื่อเสียงหรือเงินทอง ความคิดเช่นนี้ได้ถูกฝังลึกลงในความรู้สึกของผู้บริโภค ทั่วโลกมาเป็นเวลาช้านาน

ดังนั้น สิ่งที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ประสพความสำเร็จก็คือ 1 เอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว

( UNIQUE ) ความยึดมั่น (CONSISTENCY) ความจงรักภักดีของผู้บริโภค ( BAND LOYALTY ) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ทั้งหมดรวมกันถึงประกอบกันเป็นความสำเร็จของแจ๊คแดเนียลส์

คราวนี้เรามาลองดุความในรายละเอียด ของส่วนประกอบที่ทำให้เกิดความสำเร็จกัน

อะไรที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว ต่างจากวิสกี้อื่นๆ ทั่วไป

สิ่งแรกก็คือ แจ๊คแดเนียลส์ เป็นเหล้าในระดับ ซุปเปอร์พรีเมียม ของอเมริกาซึ่งความเป็นซุปเปอร์พรีเมียมนั้นก็ดีอยุ่แต่ไม่ถึงกับทำให้เป็น สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเราลองมาดูชารท์ต่อไป ในชารท์โชว์ให้เห็นว่า ในซุปเปอร์พรีเมียมนั้นมี ทั้ง CANADIAN WHISKY , SCOTCH WHISKY , BOURBON แต่มาดูที่ %TENNESSEE WHISKY ซึ่งมีเฉพาะแจ๊คแดเนียลส์เท่านั้น มียอดถึง 96 %

กรรมวิธีในการผลิตแจ๊คแดเนียลส์ ก็เริ่มต้นเหมือนกับการผลิตเบอร์เบินทั่วไปแต่แตกต่างกันตรงที่เราใช้แหล่ง น้ำ ที่ปราศจากธาตุเหล็ก มิสเตอร์แจ๊ค แดเนียลส์ สร้างโรงกลั่นของเขาในเมือง ลินช์เบิรก์ มลรัฐ เทนเนสซี่ เพื่อที่จะได้แหล่งน้ำทีบริสุทธิ์ จากถ้ำที่มีน้ำอุณหภูมิคงที่ประมาณ 13 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นน้ำที่เหมาะมากในการทำวิสกี้ น้ำมีส่วนสำคัญมากในการผลิต และมีผล อย่างมากต่อรสชาติของวิสกี้นั้น ๆ ถ้าหากน้ำนั้นมีธาตุเหล็ก วิสกี้นั้นจะมีสีดำและจะทำลายรสชาติ

ขั้นต่อไป คือการคัดเลือกวัตถุดิบ ข้าวโพด ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ ตามกฎหมายเหล้าเบอร์เบิน และเทนเนสซี่ วิสกี้ ต้องผลิตจากข้าวโพดอย่างน้อย 51% แจ๊คแดเนียลส์ ก็ปฏิบัติตามกฎข้อนี้ แต่เราเลือกเฉพาะข้าวโพดที่ดีที่สุด ข้าวไรย์ที่ดีที่สุด และเมล็ดพันธุ์สำหรับข้าวหมักบาร์เลย์ที่ดีที่สุดเท่านั้น

ขั้นตอนผลิตขั้น ต่อไป คือ การปรุงส่วนผสมของธัญญาพืชต่างๆ กับน้ำจากลำธารใต้ดินธรรมชาติ ( CAVE SPRING WATER ) ขั้นแรกจะผสมน้ำกับข้าวโพดบดก่อนแล้วจึงนำไปต้มแล้วปล่อยให้เย็น หลังจากนั้นก็เติมข้าวไรย์แล้วตามด้วยข้าวหมักบาร์เลย์ จากนั้นก็เติมยีสต์ลงไป ซึ่งเรียกว่าขั้นตอนการหมัก ยีสต์ก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลที่อยู่ในถังให้เป็นแอลกฮอล์ เรามีการควบคุมมาตรฐานด้วย การนำส่วนของที่เหลือจากการหมักของถังก่อน เพื่อเป็นฐานของการหมักถังต่อไป ซึ่งเรียกว่า “ SOUR MASH “ (ดังที่ปรากฏอยู่บนฉลาก)

ข้าวในถัง จะหมัดอยู่เป็นเวลาประมาณ 5 วัน ก็จะมีลักษณะเป็นน้ำขุ่นๆ คล้ายๆ เบียร์ ซึ่งก็พร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปคือการ กลั่น ซึ่งจะกลั่นในหม้อทองแดงซึ่งสูงถึง 100 ฟุต ขั้นตอนการกลั่นนี่จะแยกแอลกฮอล์ออกจากตัวน้ำแล้วผ่านความร้อนทำให้กลายเป็น หยด น้ำใสบริสุทธิ ซึ่งมีแอลกฮอล์มากถึง 70 ดีกรี ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เหมือนกับกรรมวิธีผลิตเบอร์เบินทุกอย่าง

แต่มาถึง ขั้น ตอนที่ทำให้แจ๊ค แดเนียลส์ เทนเนสซี่ วิสกี้ แตกต่างจากวิสกี้ชนิดอื่นๆ ทั่วไปถ้าแจ๊ค แดเนียบลส์เป็นเหล้าเบอร์เบิน เราก็จะเอาแอลกฮอล์บริสุทธิ์นี้ไปบ่มในถังไม้โอ๊กเลยแต่เนื่องจากแจ๊คไม่ใช่ เบอร์เบิน จำต้องมีขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง นั้นก็คือ การกรองผ่านถ่านไม้เมเปิ้ล การกรองนี้ถือเป็นงานปราณีตของโรงกลั่นแจ๊ค ทุกๆ หยดของวิสกี้ ต้องใช้เวลา 10-12 วันในการผ่านถ่านลงสู่ก้นถัง

ถ่านไม้เมเปิ้ล นี้ ได้มาจากการสืบทอดประเพณีมาหลายชั่วอายุคน เราคัดไม้เมเปิ้ลชั้นดีจากป่าทางแถบตอนกลางมองรัฐเทนเนสซี่ ซึ่งจะนำมาตัดเป็นท่อนๆ ขนาดความยาวประมาณ 5ฟุต ความหนาประมาณ 4 นิ้ว แล้วนำมาเรียงเป็นกองดังที่เห็นในรูป เมื่องกองแล้วต้องทิ้ง ไว้ให้แห้งประมาณ 3 อาทิตย์ แล้วจึงนำไปเผาไปเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะได้เป็นถ่านที่สะอาดและไม่มีเขม่า หลังจากนั้นก็จะนำเอาถ่านไม่ไปบด เป็นชั้นเล็กๆ ประมาณชิ้นละ 1 ตารางนิ้ว แล้วนำมาอัดแน่นใส่ในถังไม้ขนาดใหญ่ หลังจากนั้นก็จะให้วิสกี้ไหลซึมผ่าน ทีละหยด ทีละหยด

ขั้นตอนการกรอง นี้ทำให้วิสกี้ปราศจากน้ำมัน ,กลิ่น และ กรด หลังจากนั้นก็จะนำไปบ่มในถังไม้โอ๊กใหม่ ที่เผาด้านใน NEW CHARRED OAK BARRELS เพื่อทำการหมัด ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี เพื่อที่จะได้เป็นแจ๊คแดเนียลส์เทนเนสซี่วิสกี้ ที่เลืองชื่อ ทุกคนในโลกที่หลงไหลใน แจ๊คแดเนียลส์ต่างก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป แต่ก็มีส่วนประกอบ ที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นสาเหตุหลักทีทำให้ภาพพจน์ของแจ๊คแดเนียลส์ แตกต่างจากวิสกี้อื่น นั้นก็คือ ประวัติ และตำนานที่มีมายาวนาน

ขอย้ำอีกครั้งว่า ขั้นตอนการผลิตที่ไดรับการยกย่องตั้งแต่ปี 1866 ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมันได้มีการสืบทอดจากรุ่น สู่รุ่น ด้วยความเคารพและความภูมิใจ ผู้คนในทุกรุ่นมีความรู้สึกตื่นเต้นกับการสืบทอดกรรมวิธีแบบดั้งเดิมด้วย ความซื่อสัตย์และยึดมั่นในคุณภาพ ซึ่งสร้างความเชื่อถือให้เกิดกับคนมากมายทั่วโลก

นั่นคือสาเหตุที่ ในปี 1955 บรรดาเพื่อนๆ ที่แจ๊คแดเนียลส์ได้ประชุมกันและช่วยกันเชียนที่สมัยนี้เขาเรียกกันว่า “ แผนการตลาด “ MARKETING PLAN สำหรับเหล้าแจ๊คแดเนียลส์ มีกฎง่ายๆ 8 ข้อ ที่รวมมันเป็น กลยุทธ์ทางการตลาดของแจ๊ค ซึ่งได้มีกรยึดถือปฎิบัติกันต่อๆ มาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยเฉพาะข้อแรก ที่กล่าวไว้ว่า “ Maintain product quality and unique taste”

หรือ รักษาไว้ซึ่งคุณภาพและเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะ

ในปี 1956 เมื่อครอบครัวของตระกูล บราวน์ , เจ้าของบริษัทบราวน์โฟร์แมน ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐ เคนตั๊กกี้ ได้เข้า ซื้อโรงกลั่น พวกเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย นั้นก็เพราะว่าพวกเขามีความคิดเหมือนกับ ตระกูลมอทโลว์ เขาเคารพในเรื่องคุณภาพ ประวัติ ความเป็นมาและความต่อเนื่อง

และที่เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “ ลินช์เบิร์ก “ ซึ่งก็ถือเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะของแจ๊คแดเนียลส์ อีกข้อหนึ่ง เมืองเล็กนี้ ตั้งอยู่ในแถบหุบเขาเทนเนสซี่ของสหรัฐอเมริกา ทุกๆ คนมีความภูมิใจและปกป้องตำนานของพวกเขา ความเข้าใจในชีวิตประจำวันที่ไม่มีวิสกี้ตัวไหนมีบุคลิก เหมือน ความมีเสน่ห์ ความยึดมั่น ความเป็นตัวเอง ล้วนแต่เป็นบุคลิกที่โดดเด่นและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถลืม ลูกค้า ที่มีความรักและหลงใหล และไม่เคยเปลี่ยนใจไปหาวิสกี้ตัวอื่น นั้นคือเหตุผลหลักที่ทำให้แจ๊คแดเนียลส์ประสบความสำเร็จอย่างดี

ลูกค้าของแจ๊ค แดเนียลส์ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ พวกเขาไม่ได้จะชอบแต่เพียงสินค้าเท่านั้น พวกเขายังรักในตำนาน บุคลิก ลักษณะ และความมีมนต์ขลัง ของแจ๊ค ทำไมเราถึงรู้หรือ ? สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า กว่าหนึ่งล้านคนได้เขียนจดหมายถึงโรงกลั่นโดยตรงแล้วบอกกับเราว่า อีกทั้ง โฮมเพจ ของเราก็ได้รับการเยี่ยมชมมากกว่า 300,000 ครั้งต่อเดือน และ WEB SITE ของแจ๊คแดเนียลส์ได้รับการโหวตให้เป็นติดอันดับใน 15 % ของ WEB SITE ยอดนิยมทั่วโลก และนอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวกว่า 250,000 คนต่อปี ได้เข้าเยี่ยมชมโรงกลั่นเพียงเพื่ออยากจะเห็นว่าเพื่อนของเขา ผลิตวิสกี้ที่แสนรักของเขาออกมาอย่างไร

นอกจากเรื่องราวที่กล่าวมา แฟนพันธุ์แท้ของแจ๊คทั้งหลายยังมีความภูมิใจ ที่ได้มีส่วนร่วมอยู่ใน “ โครงการผู้ดีแห่งเทนเนสซี่ “ หรือ “ TENNESSEE SQUIRE PROGRAM “ โครงการนี้เป็นเสมือนฑูตสันถไมตรีของ แจ๊ดแดเนียลส์ คนที่จะได้ร่วมในโครงการนี้ก็จะเกิดจากแนะนำของตัวแทน แจ๊ค หนือจากสมาชิกคนอื่นๆ พวกเขาจะได้รับบัตรสมาชิก และได้รับการโฉนดที่ดิน ส่วนหนึ่งในเมือง ลินช์เบิร์ก ในเมืองเทนเนสซี่ บ้านของแจ๊คแดเนียลส์

แจ๊คแดเนียลส์ ยังได้รับความนิยมที่นำไปเป็นส่วนประกอบของภาพยนต์ดังๆ หลายๆเรือง หนังที่ดังๆ อย่างเช่น Raider’s OF The Lost Ark , Scent of a Woman , Basic Instinct, Pearl Harbor

พริ้งคนเริงเมือง เสือ 11 ตัว เป็นต้น

เราได้กล่าวถึง WEB SITE ของแจ๊คแดเนียลส์ คราวนี้เราลองมาดูในรายละเอียดกันบ้าง เราได้ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบัน กับตำนานอันอมตะของแจ๊คแดเนียลส์ ลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม ในช่วงอายุ 20-30 ปี ที่พร้อมเสมอกับการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค อินเตอร์เน็ท โดยขณะที่เขายังใส่ยีนส์ ตัวโปรดทุกๆ ที่ที่พวกเขาไป เขาคาดหมายที่จะเห็นผลิตภัณฑ์ที่เขารักอยู่ที่นั้น พวกเขาพบกับเราในโลกแห่งอินเตอร์เน็ท และแจ๊คแดเนียลส์ก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง พวกเขามีความตื่นเต้นมากที่ได้คลิกเม้าส์ ได้พบเรื่องราวที่เขาประทับใจในแจ๊ค เราลองมาดูอัตราการเติบโตและยอดขายของแจ๊คจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก แจ๊คแดเนียลส์ จัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภท ซุปเปอร์พรีเมี่ยม ในตลาดสากลทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่เราจะถูกตั้งราคาในระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยม ในระดับเดียวกับ Johnnie Walker Black Label , Chivas Regal

อัตราการเติบโต ที่โตขึ้นทุกๆ ปี ในประเทศที่เป็นประเทศที่ดื่ม Scotch Whisky มาก่อนเช่น อังกฤษ กรีซ เยอรมัน และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงอนาคตอันสดใสของ สินค้าตัวนี้

แต่ด้วยความนิยมที่เพิ่มขี้นของเหล้าเบอร์เบิน อเมริกา เราก็ สามารถพบแจ๊คแดเนียลส์ แข่งขันกับสินค้าเบอร์เบินตัวอื่น เช่น Jim Beam , Four Roses , Wild Turkey หรือ Maker’s Mark

และถึงแม้การแข่ง ขันสูงเพียงไร แจ๊คแดเนียลส์ก็ยังคงไว้ซึ่งนโยบายราคาและพยายามเลี่ยงที่จะลดราคาสินค้า เหมือนเหล้าเบอร์เบินชนิดอื่น เพราะนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับลูกค้าที่ดื่ม แจ๊ค แดเนียลส์ ทำไมหรือ ? เพราะแจ๊คแดเนียลส์ จัดว่าเป็นสินค้าในระดับพรีเมี่ยม ทุกๆ ครั้งที่ลูกค้าที่ดื่มวิสกี้เป็นหลักคนหนุ่มเหล่านั้นท่าอายุระหว่าง 20-30 ก็ยังชอบเครื่องดื่มหลายๆ อย่างตากต่างกันไป เช่น เบียร์, รัม , ว๊อดก้า. และยิน จากากรสำรวจยังพบว่า พวกคนหนุ่มที่ดื่มแจ๊ค นั้น เขาก็ยังคงดื่ม แจ๊คอยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น นั้นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ แจ๊คแด

เนียลส์ ประสพความสำเร็จ

สิ่งที่เป็นตัวเลขแสดงถึงความสำเร็จของแจ๊คแดเนียลส์ ก็คือ แจ๊คแดเนียลส์ ติดอยู่ใน TOP TEN ของเหล้าที่ขายดีที่สุดในโลก ในปี 1953 แจ๊คแดเนียลส์ขายได้เพียง 200,000 ลัง ทั่วโลก ในขณะที่ปีที่เพิ่งผ่านไป แจ๊คแดเนียลส์ขายได้ถึง 6.4 ล้านถัง ขณะนี้แจ๊คแดเนียลส์เป็นวิสกี้ที่ขายดีเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองก็แต่เพียง Johnnie Walker Red ซึ่งขายได้ประมาณ 6.8 ล้านลัง

ตลาดที่สำคัญๆ ที่เราถือว่า เป็นตลาดที่มั่นคง ESTABLISHED แล้วเช่น สหราชอาณาจักร , เยอรมัน , ญี่ปุ่น หรือ ออสเตเรีย ส่วนตลาดที่อยู่ในขั้นพัฒนา และมีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างมากเช่น ตุรกี ,อาฟริก้าใต้ , จีน ,บราซิล , และแน่นอนประเทศไทย นั้นคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า บราวน์โฟร์แมนได้สร้าง แจ๊คแดเนียลส์ให้เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงแข็งแรงและเป็นสินค้าของมันเอง แล้ว บราวน์โฟร์แมนยังมีการจ้างบุคลากรและมีการลงทุนสร้างสินค้าเป็นเวลาสืบ เนื่องกันมา นอกจากนี้ เรื่องราวของแจ๊คแดเนียลส์ก็เป็นเรื่องที่เล่าสืบทอดกันมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แล้ว เรายังคงกล่าวถึงความเป็นมา และยังเน้นถึงคุณภาพและภาพพจน์และความเป็นอเมริกัน ซึ่งแท้จริงแล้ว การที่เราเร่งการลงทุนในตลาดต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เราเห็นว่าเราแทบไม่ต้องทำอะไรกับการโฆษณาของเราเลย เพราะความเป็นอเมริกัน ความคลาสสิค เป็นสิ่งที่ยากที่สินค้าตัวอื่นใดจะมีได้เหมือน

ในตลาดสากลทั่วไปเราอาจมีโอกาสที่จะเพิ่มความรู้จักในสินค้ามากกว่า ที่สามารถจะทำได้ในสหรัฐอเมริกา ด้วย สปอตวิทยุ โฆษณาทางโทรทัศน์ หรือในโรงภาพยนต์ เราสามารถที่จะสื่อกับผู้บริโภคได้มากขึ้นในโลกปัจจุบัน เรายังค้นพบว่าขณะที่แจ๊คแดเนียลส์ ยึดติดอยู่กับเรื่องราววัฒนธรรมอเมริกัน และแจ๊คแดเนียลส์ก็เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกันอย่างแท้จริง จริงๆ แล้วแจ๊คแดเนียลส์ยังเป็นสินค้าที่เรียกได้ว่า อยู่ในหัวใจของคนทั่วโลกไปแล้ว ด้วยความรักในตัวสินค้าและความชื่นชมในความสม่ำเสมอ และไม่เปลี่ยนแปลง ในด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ ของผู้คนที่เกี่ยวข้องและประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา การที่แจ๊คแดเนียลส์เป็นแบรนด์ที่มีคนรักมากที่สุดรวมทั้งการเป็นอเมริกัน วิสกี้ที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด อาจจะทำให้มิสเตอร์แจ๊คแดเนียลส์ มีความสุขใจ แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดก็คือ ทุกวันนี้ เรายังผลิตวิสกี้ อย่างเดิมเหมือนอย่างที่เขาผลิตในปี 1866 ตอนนั้นเขาพูดว่า “ ทุกๆ วันที่เราผลิตวิสกี้ออกมา เราจะต้องทำมันให้ดีที่สุด “

Cr : http://www.cocktailthai.com

The Balvenie Single Malt  เดอะ บัลเวนี ซิงเกิ้ลมอลต์วิสกี้ทั้ง 5 ระดับ ได้แก่ เดอะ บัลเวนี ดับเบิ้ลวู้ด 12 ปี มอบรสชาติน...
20/06/2015

The Balvenie Single Malt

เดอะ บัลเวนี ซิงเกิ้ลมอลต์วิสกี้ทั้ง 5 ระดับ ได้แก่ เดอะ บัลเวนี ดับเบิ้ลวู้ด 12 ปี มอบรสชาตินุ่มลื่นคอและกลมกล่อมด้วยรสและกลิ่นหอมหวานของถั่ว ความเผ็ดร้อนของอบเชย และรสชาติหอมละมุนที่ละเอียดอ่อนที่ลงตัวของเหล้าเชอร์รี่ , เดอะ บัลเวนี ซิงเกิ้ลบาเรล 15 ปี ให้รสชาติของมอลต์ที่หวานราวน้ำผึ้ง ผสานกับวานิลลาและโอ๊ค พร้อมกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ อันน่าหลงใหล, เดอะ บัลเวนี ดับเบิ้ลวู้ด 17 ปี โดดเด่นด้วยรสหวานของผลไม้แห้ง เครื่องเทศเชอร์เบท อัลมอนต์อบและอบเชย พร้อมกลิ่นของลูกกวาดรสครีมหอมเข้มข้น, เดอะ บัลเวนี พอร์ทวู้ด 21 ปี ให้รสนุ่มละเอียดราวใยไหม และกลิ่นหอมหวนของผลไม้ น้ำผึ้งและเครื่องเทศหลากชนิด และ เดอะ บัลเวนี เทอร์ตี้ 30 ปี นำเสนอความลุ่มลึกด้วยรสเข้มข้นของดาร์กช็อกโกแลต กลิ่นของพลัม ขนมมาซิแพน และลูกแพร์เคี่ยวไหม้

The Balvenie DoubleWood 12 Year Old
Speyside

Founded in 1892, The Balvenie is one of the pioneers of introducing various wood finishes to its malts. Their aptly named DoubleWood is a 12-year-old Single Malt that spends most of its life in second-fill Bourbon casks prior to being transferred to first-fill Oloroso sherry casks. There are three levels of flavor in this Single Malt. The original Balvenie imparts heather, honey and clean barley flavors. The Bourbon barrel adds vanilla, a sort of cookie-like taste, as well as marshmallow, caramel and toast. The Oloroso sherry barrel's influence is expressed via peach, marzipan, clover, a bit of honey and prunes.

Akvavit or Aquavit (เหล้าอะควอวิท) หมายถึงน้ำแห่งชีวิต (Water of life) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากข้าวสาลี (Wheat) มันฝรั่งถึ...
26/03/2015

Akvavit or Aquavit (เหล้าอะควอวิท) หมายถึงน้ำแห่งชีวิต (Water of life) เหล้าสปิริตที่กลั่นจากข้าวสาลี (Wheat) มันฝรั่งถึง 96% หรือเมล็ดข้าวต้มบดละเอียด และเครื่องเทศต่างๆ มีสีขาวใส ออกโทนเหลืองซีดๆ คล้ายสีฟางเส้น มีกลิ่นหอมของเมล็ดยี่หร่า (Caraway Seed) , กานพลู (Coloves) , อบเชย , ผักชี (Coriander) , dill (เป็นพืชพวกยา) , Fennel , Cumin , ผิวเลมอน , ยี่เหร่า (Anise) ดีกรี ประมาณ 40–45% สีเหลืองทองอำพัน ถ้าเป็นของเดนมาร์ก มีดีกรี ประมาณ 40-42% แต่ถ้าเป็นของเยอรมัน มีดีกรี ประมาณ 38-40% นิยมดื่มกันมากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ เวลาดื่มจะนำไปแช่เย็นไว้ก่อนในถังใส่น้ำแข็ง บ้างก็จัดไว้ในกลุ่ม Eau-de-vie


"Aquavit" เป็นเหล้าที่กลั่นมาจากสมุนไพร นิยมดื่มกันมากในแถบสแกนดิเนเวีย เขียนว่า "Aquavit" แต่ถ้าในสวีเดน และเดนมาร์ก จะเขียนว่า "Akvavit" ส่วนในนอร์เวย์ จะเขียนว่า "Akevitt" และยังมีอีกหลายคำที่เขียนแตกต่างกัน เช่น "Aquavite" หรือ "Akvavit" ซึ่งส่วนใหญ่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คือ "Aquavitae" ที่มีความหมาย ในภาษาอังกฤษว่า "Water of Life" เหล้าอะควอวิทนี้ มีรสชาติรุนแรงบาดคอ ชาวสแกนดิเนเวียบางก็เรียกว่า ชแน็ป (Schnapps) ซึ่งถ้าหากเจอคำว่า Schnaps หรือ Snaps ก็คือตัวเดียวกันครับ

ในปี ค.ศ. 1500 ที่นอร์เวย์ นิยมดื่มเหล้านี้กันมาก จนเริ่มเป็นที่แพร่หลาย และเรียกเหล้าชนิดนี้ว่า "Akevitt" จนอาจจะกล่าวได้ว่าที่นอร์เวย์นี้เอง ที่เป็นแหล่งที่ทำให้เหล้าชนิดนี้โด่งดังเป็นที่รู้กันทั่วไป นิยมเรียกว่า "Linie Aquavit" เนื่อง จากการขนส่งเหล้าในสมัยนั้น ต้องส่งที่ออสเตรเลีย และขากลับจะข้ามเส้นศูนย์สูตร (Equator) หรือที่เรียกว่า "Line" และการขนส่งระหว่างทางจะบรรจุไว้ในถังไม้โอ๊ค เพื่อทำให้มีรสชาติหอมหวล น่าจิบมากยิ่งขึ้น แต่ที่ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย นิยมดื่มกันแบบแช่เย็น โดยไม่ผสมอะไรเลย ในแก้วใบเล็กที่แช่เย็นไว้จนเย็นจัดด้วยเหมือนกัน แล้วยกดื่มรวดเดียวจนหมด คล้ายกับการดื่มกินเหล้าวอดก้าที่แช่เย็นจัด จนกลายเป็นประเพณีการดื่มที่สืบทอดต่อๆ กันมา โดยเฉพาะในช่วงวันคริสต์มาส มักดื่มคู่กับเบียร์ จะช่วยให้กระเพาะอาหารขยายตัวดีในระหว่างทานอาหาร แต่ในบ้านเรานิยมดื่มเหล้าชนิดนี้ กันน้อยมาก

Glenfiddich (เกลนฟิดิค) ซิงเกิลมอลต์ Glenfiddich นำเสนอความหลากหลายแห่งวิสกี้ที่น่าลิ้มลอง ซิงเกิลมอลต์ สก็อตซ์วิสกี้ ที...
14/03/2015

Glenfiddich (เกลนฟิดิค) ซิงเกิลมอลต์

Glenfiddich นำเสนอความหลากหลายแห่งวิสกี้ที่น่าลิ้มลอง ซิงเกิลมอลต์ สก็อตซ์วิสกี้ ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในโลก พร้อมตอบสนองคนรักวิสกี้ทุกรูปแบบ

Glenfiddich หรือในสกอตแลนด์มีคำเรียกขานว่า ‘Valley of the Deer’ หรือ ‘หุบเขาแห่งกวาง’ เป็นโรงกลั่นแห่งแรกในโลกที่ผลิตซิงเกิลมอลต์ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งผลิตวิสกี้ที่มีความเชี่ยวชาญโด่งดังไปทั่วโลกและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในประทศไทย ซิงเกิลมอลต์ วิสกี้ที่เกิดจากโรงกลั่นแห่งเดียวและมาจากข้าวบาร์เลย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เบลนด์วิสกี้มาจากวิสกี้มากกว่าหนึ่งประเภทและไม่ได้มาจากข้าวบาร์เลย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือรายละเอียด กลิ่นและรสชาติของวิสกี้ที่แตกต่างกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมซิงเกิลมอลต์และ Glenfiddich ถึงมีราคาสูง

มร. มาร์คัส โลว์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการ ประจำภูมิภาคของ William Grant & Sons กล่าว “แต่ละผลิตภัณฑ์ของเรามาพร้อมกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อตอบสนองความต้องการของนักดื่มแต่ละคน ตั้งแต่กรุ่นกลิ่นความหอมสดใหม่ของผลไม้และลูกแพรของ Glenfiddich 12 ปี ไปจนถึงความลื่นไหลในความหวานแบบน้ำผึ้งและเผ็ดซ่านอบอุ่นของ Glenfiddich 15 ปี Glenfiddich ได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้นในเมืองไทย เราเป็นหนึ่งในซิงเกิลมอลต์ วิสกี้ เจ้าแรกที่ส่งออกจากสกอตแลนด์ในปี พ.ศ.2506 และมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำในตลาดเมืองไทย”

“หนึ่งในหน้าที่ของมอลต์ มาสเตอร์คือการตรวจสอบพัฒนาการของถังบ่มเพื่อรักษาคุณภาพและจำแนกเมื่อมีสิ่งผิดปกติหรือความพิเศษเกิดขึ้น” มร. สตรวน แกรนท์ ราล์ฟ แอมบาสซาเดอร์ของ William Grant & Sons กล่าว “การใส่ใจในรายละเอียดและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนานทำให้ Glenfiddich มีความโดดเด่นอย่างมาก”

มร. สตรวน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทมีความพิเศษ เปี่ยมด้วยสีและกลิ่นที่แตกต่างกันเพื่อดึงดูดลูกค้าที่มีรสนิยมไม่เหมือนกัน อาทิ Glenfiddich 12 ปี มีความโดดเด่นที่ความสดและกลิ่นของผลไม้ ดื่มแล้วมีความนุ่มละมุนค้างต่อเนื่องยาวนานด้วยกลิ่นแพรสดและโอ๊คอันนุ่มนวล ขณะที่Glenfiddich 15 ปี จะสร้างความประทับใจด้วยกลิ่นที่ล้ำลึกของน้ำผึ้งและลูกเกด บอดี้ที่เต็มแน่นและกลิ่นรสที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สำหรับ Glenfiddich 18 ปี ผลิตแยกส่วนปริมาณน้อย มอบความนุ่มนวลสุดพิเศษและเต็มเปี่ยมด้วยความเป็นซิงเกิลมอลต์ สก็อตซ์วิสกี้อันลึกซึ้ง พร้อมกับกลิ่นอันเข้มข้นของแอปเปิลอบและซินนามอน”

Glenfiddich มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้บุกเบิกขนานแท้ในอุตสาหกรรมนี้ โรงกลั่น Glenfiddich ตั้งอยู่ในเมืองดัฟฟ์ทาวน์ (Dufftown) ในแถบสปีย์ไซด์ (Speyside) ของประเทศสกอตแลนด์ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2429 โดยวิลเลี่ยม แกรนท์ พร้อมกับบุตรชายเจ็ดคนและบุตรสาวอีกสองคน ปัจจุบัน Glenfiddich ยังคงบริหารงานอย่างเป็นอิสระภายในครอบครัวมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ห้าของตระกูลวิลเลี่ยม แกรนท์ ความมีอิสระดังกล่าวเอื้อให้โรงกลั่นสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นได้ พร้อมกับสืบสานการผลิตวิสกี้ที่หายากที่สุดในโลกต่อไป

ผลิตภัณฑ์ของ Glenfiddich ครอบคลุมทั้งแบบ 12 ปี (ปริมาณแอลกอฮอล์ 40% ราคาจำหน่ายปลีก 2,070 บาท) 15 ปี (แอลกอฮอล์ 40% ราคา 2,470 บาท) 18 ปี (แอลกอฮอล์ 40% ราคา 3,380 บาท) และ 21 ปี (แอลกอฮอล์ 40% ราคา 8,999 บาท) รวมถึงซีรีส์ที่หายากและมีมูลค่า สูงอย่าง Glenfiddich 50 ปี ซึ่งราคาขายในปี พ.ศ.2552 อยู่ที่ 38,000 เหรียญสหรัฐฯ ตลอดจนGlenfiddich รุ่น Janet Sheed Roberts Reserve 1955 ที่จำหน่ายผ่านการประมูลในนิวยอร์กด้วยราคาสูงเป็นสถิติ 94,000 เหรียญฯ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เข้าชมได้ที่ www.glenfiddich.com

ที่อยู่

Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Baltika Beer Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์