Bangkok Wine Room

Bangkok Wine Room "a hug in a glass"

เรื่องไวน์ง่ายนิดเดียว กับ BWR Ep 76 “Clos de Tart”ในเบอร์กันดี “Grand Cru ไม่ใช่แค่ระดับของไร่องุ่น แต่คือบุคลิกของสถาน...
08/03/2026

เรื่องไวน์ง่ายนิดเดียว กับ BWR Ep 76 “Clos de Tart”

ในเบอร์กันดี
“Grand Cru ไม่ใช่แค่ระดับของไร่องุ่น แต่คือบุคลิกของสถานที่นั้นจริง ๆ”

คำว่า Clos หมายถึงไร่องุ่นที่ถูกล้อมกำแพงไว้ตั้งแต่ยุคกลาง
และ Clos de Tart คือหนึ่งในตัวอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดของแนวคิดนี้

ไร่องุ่นแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Morey-Saint-Denis ระหว่าง Chambolle-Musigny และ Gevrey-Chambertin ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7.5 เฮกตาร์
สิ่งที่ทำให้มันพิเศษคือสถานะ Monopole — ที่หมายความว่า Grand Cru แปลงนี้ทั้งหมดเป็นของผู้ผลิตรายเดียวเท่านั้น

Clos de Tart มีบันทึกประวัติย้อนกลับไปถึงปี 1141 เมื่อแม่ชีแห่ง Abbey of Tart เป็นผู้ปลูกองุ่นที่นี่เป็นครั้งแรก ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งใน Grand Cru ที่มีเอกลักษณ์ชัดที่สุดของ Côte de Nuits



Terroir:
Clos de Tart Grand Cru ที่รวมพลังของ Chambertin และ Musigny เข้าไว้ด้วยกัน
แปลง Clos de Tart อยู่บน slope ที่หันไปทางทิศตะวันออก ทำให้ได้รับแสงเช้าเต็มที่
แตร์รัวร์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว แบบ Microclimate
เบื้องลึกเป็น Limestone จากยุค Jurassic แล้วคลุมด้วยชั้นดิน clay-limestone ที่ค่อนข้างลึก การระบายน้ำดีจากความลาดชันของ hillside

ความพิเศษคือแปลงนี้มี micro-terroir หลายระดับในพื้นที่เดียวกัน
ตั้งแต่ส่วนบนที่ให้โครงสร้างและความเข้มข้น
ไปจนถึงส่วนล่างที่ให้ความละเอียดและความหอม
( ถ้าอยากรู้เรื่องนี้ลึกๆ ให้ย้อนไปอ่นบทความ Richebourg vs Romanee St Vivant)

ผลลัพธ์คือไวน์ที่รวม พลังของ Gevrey กับ ความละเอียดของ Chambolle ไว้ในขวดเดียว

————

แต่ที่เด็ดสุดคือ เทคนิคการทำไวน์
การเป็น Grand Cru Monopole ทำให้ Clos de Tart สามารถควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด ตั้งแต่ การจัดการ vineyard การเก็บเกี่ยว การคัดเลือกผล

และที่สำคัญที่สุด “การทำไวน์”

ไร่ใหญ่ที่เจ้าของเดียวนี้ ถูกแบ่งเป็น micro-parcels จำนวนมาก
องุ่นแต่ละส่วนถูก vinify แยกกัน ให้รสชาติเฉพาะของไวน์แต่ละแปลงย่อย
ก่อนจะนำมาประกอบเป็น blend สุดท้าย ทีให้รสชาติพิเศษไม่เหมือนใคร
รสของ “Clos de Tart”

แนวทางของ Clos de Tart อยู่ระหว่าง precision และ tradition
เริ่มจาก ค่าเฉลี่ยอายุเถาองุ่นอยู่ที่ประมาณ 60 ปี บางแปลงเกิน 80
hand harvesting และคัดองุ่นหลายรอบ
ใช้ whole cluster บางส่วน เพื่อเพิ่มโครงสร้างและความซับซ้อน
ermentation ใน vat ไม้และ stainless
ageing ประมาณ 18 เดือนใน French oak (ใหม่ประมาณ 60%)
เป้าหมายไม่ใช่พลังอย่างเดียว
แต่คือ balance ระหว่าง concentration กับ elegance



Clos de Tart จึงเป็น Grand Cru ที่มีบุคลิกเฉพาะตัว
ที่สำหรับสายเข้มแบบผม ต้องใช้คำว่า “ครบเครื่อง”

โครงสร้างลึกและแน่น Chambertin
แต่ยังคงความละเอียดแบบ Musigny
พร้อมกลิ่นเฉพาะตัวแบบ “sous-bois character”

เขียนถึงแล้ว ก็อยากดื่มอีก
อาทิตย์ เย็นๆแบบนี้เพื่อนๆ พี่ๆดื่มไวน์อะไรกัน
เอามาแชร์มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ









วันนี้อยากเขียนถึงไวน์ลับๆ ที่คุ้มค่า-คุ้มราคาในแบบถ้าเกิดปิดฉลากชิม ต้องไม่มีใครเชื่อว่าเป็นแค่ระดับ Bourgogne ธรรมดา ห...
06/03/2026

วันนี้อยากเขียนถึงไวน์ลับๆ ที่คุ้มค่า-คุ้มราคา
ในแบบถ้าเกิดปิดฉลากชิม
ต้องไม่มีใครเชื่อว่าเป็นแค่ระดับ Bourgogne ธรรมดา

หัวใจของไวน์ขวดนี้ อยู่ที่ชื่อ Vigne Blanche
มันคือ lieu-dit หรือชื่อแปลงองุ่นเล็ก ๆ
ที่ตามกฎหมายถูกจัดอยู่ใน Bourgogne AOC

แต่ในทางภูมิศาสตร์
มันตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้าน Gevrey-Chambertin
ดินในบริเวณนี้มีองค์ประกอบแบบเดียวกับหลายแปลงของ Gevrey

ในอดีต พื้นที่บางส่วนของ Vigne Blanche
เคยถูกใช้เป็นแหล่งผลิตไวน์ที่มีสถานะเดียวกับ Gevrey-Chambertin
แต่เมื่อระบบ appellation ถูกกำหนดอย่างชัดเจนในศตวรรษที่ 20
มันกลับถูกจัดไว้ใน Bourgogne AOC
ผลคือเกิดสิ่งที่นักดื่ม Burgundy เรียกว่า

“Wine better than its label”

ไวน์ที่คุณภาพของแผ่นดิน สูงกว่าระดับที่ฉลากเขียนไว้
เพราะเมื่อองุ่น Pinot Noir เติบโตในพื้นที่เดียวกับ Gevrey-Chambertin
คาแรคเตอร์ของไวน์ก็เริ่มแสดงบางอย่างที่แตกต่างจาก Bourgogne ทั่วไป

กลิ่นแรกเปิดด้วย
เชอร์รี่ป่า ราสป์เบอร์รี่ จากนั้นจะเริ่มมีชั้นกลิ่นที่ลึกขึ้น
เครื่องเทศอ่อน ๆ กลิ่นดิน โทนป่าไม้แบบ Côte de Nuits
เนื้อสัมผัสในปากมีความนุ่มแบบ silky texture แต่ไม่ได้บางเบา
โครงสร้างมีน้ำหนักพอให้รู้สึกถึง ความแข็งแรงแบบ Gevrey
ในขณะที่ยังคงความสดและสมดุลแบบ Burgundy รุ่นใหม่

ในวงการนักดื่ม Burgundy
มีคำพูดหนึ่งที่ได้ยินบ่อยมาก

“อย่าดูแค่ appellation — ให้ดูที่แปลง”

Vigne Blanche เป็นตัวอย่างที่ดีของหลักการนั้น
แค่ถนนเส้นเดียวที่ตัดผ่าน ก็ทำให้ไวน์ขวดหนึ่ง
กลายเป็น Bourgogne แทนที่จะเป็น Gevrey-Chambertin

แต่สำหรับคนที่รู้จักพื้นที่จริง
มันคือโอกาสที่จะได้ดื่มไวน์ที่มีรากฐานของ Gevrey-Chambertin
ในราคาเบาๆแบบ Bourgogne ธรรมดา

รู้นะครับ ว่าจะหาไวน์ถูกและดี แบบนี้ได้ที่ไหน







ที่ Bangkok Wine Room ส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกค้าขาประจำ ลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่น นั้นแทบไม่มีเลย สาเหตุที่ผม “พึ่งจะรู้” ส...
05/03/2026

ที่ Bangkok Wine Room
ส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกค้าขาประจำ
ลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่น นั้นแทบไม่มีเลย

สาเหตุที่ผม “พึ่งจะรู้” ส่วนหนึ่งก็คือ
อาหารในร้าน ที่ผมสื่อออกไป ผมจะพูดถึงแต่ อะไรๆ ที่พิเศษสุดๆเสมอ
แฮมสเปนเกรดสูงสุด, ซัฟฟรอนเครื่องเทศที่แพงที่สุด…etc
ส่วน ไวน์ แต่ละโพสต์ แต่ละงานที่เอามาลง ก็จะมีแต่ระดับ เทพๆ
DRC, Leroy , Petrus หรือ ถ้าพวกชั้นหนึ่ง ก็ต้องปีถึงจะเอามาลง

ภาพที่สื่อออกไป
ในแง่หนึ่ง มันก็บอกว่า “เราดีพอ…ที่จะเสิร์ฟอาหารและไวน์ระดับนั้น”
แต่ในอีกแง่ มันกลับทำให้ ลูกค้าถอยหนีเราไป
เพราะร้าน ที่ผมตั้งใจให้เป็นร้านง่ายๆสบายๆ
เป็นร้านที่ คนรักไวน์ได้มาเจอกัน

ภาพลวงนั้น มันทำให้หลายคน
ร้านนี้ มันต้องหรู ต้องรวยเท่านั้น
ซึ่งมันไม่จริงเลย

Bangkok Wine Room เป็นร้านง่ายๆ
-เรา “จริงจังกับตัวเอง” ทั้งทีมเชฟและทีมบริการ
โดยเฉพาะ ถ้าเป็นเรื่องไวน์ เราจะตั้งใจเป็นพิเศษ
-แต่ สำหรับลูกค้าแล้ว “สบายๆ ยังไงก็ได้”
แต่งตัวยังไงก็ได้ จะดื่มกินอะไรก็สบายๆ
แม้แต่ นุ่งผ้าขาวม้า/รองเท้าแตะ ผมก็รับมาแล้ว

และที่ลูกค้าที่เคยมาจะรู้กันคือ
ภาพสวยๆ มาดดีๆ ในตอนแรก “มันก็แค่เปลือก”
พอไวน์ถึง พอเปลือกหายไป
ผมรับรองได้ว่า ร้านนี้สนุกสนานและปลดปล่อยจริงๆ

พี่ๆ เพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์
ช่วยโพสต์เป็นพยานให้ผมหน่อยนะครับ
Cheers.++++

กั๊วนของเราจะดื่มดีๆปีละไม่กี่ครั้ง  หนึ่งในนั้นคือช่วงต้นปี…..เราจะดื่ม Richebourg กัน…เอาฤกษ์….เอาชัย  ว่าปีนี้จะมีแต่...
01/03/2026

กั๊วนของเราจะดื่มดีๆปีละไม่กี่ครั้ง
หนึ่งในนั้นคือช่วงต้นปี…..เราจะดื่ม Richebourg กัน

เอาฤกษ์….เอาชัย ว่าปีนี้จะมีแต่สิ่งดีๆ ร่ำรวย ร่ำรวย
ปีนี้เราดื่ม Leroy ……Leroy Richebourg

ความลึกและความดีของไวน์ ที่ได้ดื่มกันในค่ำคืนนั้น
ทำให้นึกถึงบทความที่เคยเขียนไว้

เมื่อคุณได้สัมผัสไวน์ดีๆซักขวด
ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
สำหรับผม คำพูดนี้ ไม่เกินไปเลยจริงๆ
ขอบคุณครับมาดาม….

For those who seek the truth in wine
— Lalou Bize-Leroy —

===========================

ตำนานไวน์กับ BWR
Lalou Bize-Leroy: หญิงแกร่งผู้ใช้ศรัทธาสร้างอาณาจักร Biodynamic ที่แม้แต่ DRC ยังต้องหันกลับมามอง
ปฐมบท: บทประกาศแห่งการจากลา…ของอัจฉริยะผู้มาก่อนกาล.

“There has never been a great winemaker. There are only great vineyards.”
— Lalou Bize-Leroy

ในโลกของเบอร์กันดีที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และชื่อเสียงที่ถูกถักทอเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก คำกล่าวของสตรีท่านหนึ่งได้สะท้อนปรัชญาที่ลุ่มลึกและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง และในปี ค.ศ. 1992 การตัดสินใจครั้งหนึ่งของเธอได้สั่นสะเทือนวงการไวน์และทิ้งคำถามไว้ให้ผู้คนต้องใคร่ครวญ
เธอคือผู้ที่ประกาศวางมือจากตำแหน่ง Co-director ของ Domaine de la Romanée-Conti (DRC) — สถาบันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกไวน์ เธอเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ หากแต่การจากลานั้นเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว อันเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ที่เธอกำลังจะสร้างขึ้นด้วยมือของเธอเอง
ทำไมผู้หญิงคนนี้จึงกล้าละทิ้งจุดสูงสุดที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝัน? เธอคือใครกันแน่? และอะไรคือสิ่งที่เธอเชื่อมั่นมากพอที่จะเดินสวนทางกับขนบประเพณีที่ฝังรากลึก?
นี่คือเรื่องราวของ Lalou Bize-Leroy — ผู้ที่ทำให้โลกได้เรียนรู้ว่า ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงมิได้ถือกำเนิดจากมือมนุษย์ที่เข้าควบคุม หากแต่เกิดจากจิตวิญญาณที่สามารถเข้าถึง "ความจริง" แห่งธรรมชาติ

บทที่ 1:
การเรียนรู้จาก "ตลาด" สู่การค้นพบ "ความเชื่อ" (ทศวรรษ 1950s - 1960s)
ย้อนกลับไปในวันวาน Lalou Bize-Leroy เติบโตในครอบครัวผู้ครอบครอง Maison Leroy ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายไวน์ที่ทรงอิทธิพลในเบอร์กันดีและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ DRC จุดเริ่มต้นของเธอจึงไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ผลิตไวน์ หากแต่เป็น นักการตลาดและผู้จัดจำหน่าย ซึ่งเป็นโอกาสให้เธอได้เรียนรู้โลกของไวน์จากมุมมองที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เธอได้เห็นถึงความหลากหลายในตลาด ทั้งไวน์ที่เน้นปริมาณ ไวน์ที่เน้นราคา และไวน์ที่อ้างอิงคุณภาพจากชื่อเสียง เธอสัมผัสได้ถึง "ความไม่สมบูรณ์แบบ" และความไม่จริงใจที่แฝงอยู่ในกระบวนการค้าขายเหล่านั้น Lalou เริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่าที่แท้จริงของไวน์ เธอเชื่อว่าไวน์ที่ดีต้องไม่ใช่แค่ "ดีพอขายได้" หากแต่ต้อง "ดีพอที่ตนเองจะเชื่อในสิ่งนั้น" มันต้องมีจิตวิญญาณที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงสินค้าเปล่าๆ และจากจุดนี้เอง ปรัชญาที่ว่า "ฉันจะไม่ขายสิ่งที่ฉันไม่เชื่อ" ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น กลายเป็นหลักการสำคัญในชีวิตเธอ

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ เธอใช้เวลาในการ รับฟัง อย่างลึกซึ้ง ทั้งเสียงสะท้อนจากตลาด เสียงกระซิบจากไร่องุ่น และเสียงของคนทำงานเบื้องหลัง เธอเดินทางไปยังไร่องุ่นต่างๆ เพื่อศึกษาความแตกต่างของ Terroir และวิธีการผลิต เธอพัฒนา "ดวงตาและสัมผัส" ที่เฉียบคมในการประเมินคุณภาพไวน์ด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเอง การเรียนรู้จากภาคปฏิบัติในฐานะผู้ค้า ทำให้ Lalou เข้าใจถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่ "เป็นอยู่" และสิ่งที่ "ควรจะเป็น" ในโลกของไวน์ ณ ขณะนั้น นี่คือ จุดเริ่มต้นของการก่อกำเนิดปรัชญาที่ไม่ยอมประนีประนอม ในตัวเธอ

บทที่ 2:
การค้นหา "จิตวิญญาณ" แห่งผืนดิน สู่การโอบรับ "ไบโอไดนามิก" (ทศวรรษ 1970s - 1980s)
เมื่อ Lalou ก้าวเข้ามามีบทบาทใน Domaine de la Romanée-Conti ในฐานะ Co-director ช่วงทศวรรษ 1970s เธอไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อบริหารจัดการ หากแต่เพื่อนำพา DRC ไปสู่มิติใหม่ของความบริสุทธิ์ การเป็นผู้นำร่วมกับ Aubert de Villaine ในช่วงนี้ คือบททดสอบครั้งสำคัญของปรัชญาเธอ
เธอมองว่าการทำเกษตรแบบทั่วไปที่ยังคงพึ่งพาสารเคมี กำลังบดบัง "จิตวิญญาณ" ที่แท้จริงของ Terroir และทำลายสมดุลของระบบนิเวศในไร่องุ่น เธอเชื่อว่าไวน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะถือกำเนิดได้ก็ต่อเมื่อธรรมชาติถูกปล่อยให้แสดงพลังอย่างเต็มที่ ปราศจากการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นจากมนุษย์ เธอจึงเริ่มศึกษาปรัชญา ชีวพลวัต (Biodynamic) อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่ในฐานะ "แฟชั่น" แต่ในฐานะ "วิถีแห่งความจริง" เพราะสำหรับเธอแล้ว "ธรรมชาติไม่เคยโกหก มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มักหาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความจริงจากมัน"

ด้วยความเชื่อมั่นนี้ เธอจึงเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ DRC เริ่มเดินสู่เส้นทาง Biodynamic เธอลงมือปฏิบัติเองในไร่องุ่นของตนเองอย่างเงียบๆ เธอทดลอง ใช้เวลา ใช้ความอดทน เธอผลักดันและบังคับใช้หลักปฏิบัติที่เข้มงวด เช่น การเลิกใช้สารเคมี การใช้ม้าไถพรวนดินแทนเครื่องจักรหนัก การยึดวงจรดวงจันทร์และดวงดาวในการทำงาน ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นแนวทางที่ "สุดโต่ง" และขัดกับขนบปฏิบัติที่เคยทำกันมา Lalou ไม่ได้เพียงแค่ศึกษาในตำรา แต่เธอ "สัมผัสด้วยตา สัมผัสดินด้วยมือ" เพื่อให้แน่ใจว่าทุกการกระทำในไร่เป็นไปตามความเชื่อของเธอ นี่คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ในการนำแนวคิด Biodynamic มาสู่เบอร์กันดีอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ของไวน์เบอร์กันดีในอนาคต

บทที่ 3:
การถูกตราหน้าว่า “สุดโต่ง” และบาดแผลแห่งการจากลา (ค.ศ. 1992)
แม้ Lalou จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการนำพา DRC สู่แนวทาง Biodynamic แต่ปรัชญาอันจริงจังและความเด็ดขาดของเธอ ในที่สุดเธอก็ต้องปะทะกับแนวทางการบริหารที่เน้นความสมดุลและความมั่นคงในแบบของ Aubert de Villaine
เธอมองว่าแม้ DRC จะก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีการประนีประนอมบางอย่างเพื่อการรักษาสมดุลทางธุรกิจ การลดความเสี่ยง หรือการปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ฝังรากลึก เธอเชื่อว่าการประนีประนอมเหล่านี้ขัดขวางการปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของไวน์อย่างแท้จริง Lalou เชื่อว่า "ความจริงบางอย่าง…มิอาจเจือจางได้" การที่เธอจะต้องยอมรับกับบางสิ่งที่เธอไม่เชื่อนั้น ยิ่งกว่าการพ่ายแพ้ในทางธุรกิจ มันคือการ "หักหลัง" อุดมการณ์และผืนดินที่เธอรัก เธอไม่ได้ต้องการสร้างสิ่งที่ "ใหญ่กว่า" แต่ต้องการสร้างสิ่งที่ "บริสุทธิ์กว่า" และ "จริงกว่า"

แม้จะมีผู้คนบางส่วนเคารพในแนวทางของเธอ แต่เสียงจากบอร์ดบริหารก็เริ่มเปลี่ยนไป ความไม่เห็นด้วยค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในห้องประชุม — ไม่ใช่เพราะเธอผิด แต่เพราะเธอไม่ยอมเปลี่ยน หลายคนบอกว่าเธอ “สุดโต่งเกินไป” บางคนหลีกเลี่ยงจะพูดตรงๆ แต่ค่อย ๆ ตัดบทเธอจากกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญ จนถึงวันที่เธอรู้ตัวว่า… นี่ไม่ใช่ DRC ที่เธอสามารถพูดว่า “ของฉัน” ได้อีกต่อไป
และถึงแม้การลาออกจะถูกประกาศด้วยถ้อยคำสุภาพ แต่นั่นคือการ “ผลัก” มากกว่า “ปล่อย” — การจากลาในวันนั้น มิใช่การก้าวออกไปด้วยรอยยิ้ม หากแต่เป็นการเดินจากไปทั้งที่ "หัวใจยังยืนอยู่ตรงนั้น" นี่คือ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและเป็นปฐมบทของตำนานบทใหม่ ที่ทำให้เธอได้มีอิสระในการสร้างสรรค์ไวน์ตามปรัชญาของตนเองได้อย่างเต็มที่ ณ ไร่องุ่นของเธอเอง

บทที่ 4:
การสร้าง "อาณาจักรแห่งความเชื่อ" — Domaine Leroy และ d’Auvenay (ทศวรรษ 1990s - ปัจจุบัน)
หลังจากการจากลาจาก DRC Lalou ได้ทุ่มเทชีวิตทั้งหมดลงกับไร่องุ่นของเธอเอง คือ Domaine Leroy และ Domaine d’Auvenay ซึ่งกลายเป็นสนามแห่งการพิสูจน์ปรัชญาของเธออย่างแท้จริง
เธอเห็นศักยภาพสูงสุดของผืนดินที่ยังไม่ถูกปลดปล่อย และความต้องการที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าการทำไวน์ตามแนวทางที่เธอเชื่อมั่นนั้นสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายได้อย่างไร เธอเชื่อมั่นว่า "องุ่นที่ถูกปล่อยให้พึ่งตนเอง จะเติบโตในแบบที่มันควรจะเป็น" การควบคุมธรรมชาติให้น้อยที่สุด และการเชื่อมั่นในพลังของผืนดิน จะนำมาซึ่งไวน์ที่สะท้อน Terroir ได้อย่างบริบูรณ์ที่สุด ปรัชญาของเธอคือ "ถ้าไวน์ไม่ถึง…ก็ไม่ต้องขาย" ซึ่งสะท้อนความเด็ดขาดในคุณภาพอย่างไม่มีใครเทียบได้

ด้วยความมุ่งมั่นนี้ เธอจึง ลงมือปฏิบัติ ทุกตารางนิ้วของไร่องุ่นด้วยความใส่ใจสูงสุด ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ไม่มีการตัดแต่งเถาองุ่นที่มากเกินไป เธอรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในไร่ และทำงานตามปฏิทิน Biodynamic อย่างเคร่งครัด ผลผลิตที่ได้จึงมีปริมาณต่ำมากในบางปี แต่คุณภาพกลับอยู่ในระดับที่โลกต้องจารึก Lalou มิใช่คนพูดเก่ง แต่การกระทำของเธอและไวน์ของเธอ "พูด" ด้วยตัวของมันเอง ไวน์จาก Domaine Leroy และ d’Auvenay ไม่ได้ "อธิบาย" ตัวเอง แต่แสดง "ความจริง" ในทุกหยดที่ผู้คนได้ลิ้มลอง นี่คือจุดกำเนิดของไวน์ระดับตำนานอย่าง Leroy Musigny และ Leroy Chambertin ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า Lalou Bize-Leroy ได้สร้างสรรค์ผลงานที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเบอร์กันดีอย่างแท้จริง

บทส่งท้าย:
Lalou Bize-Leroy — การประกาศชัยชนะของ "ความจริง"
Lalou Bize-Leroy ไม่เคยต้องการเป็นตำนาน เธอเพียงแค่ทำสิ่งที่ควรทำ…ในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำ
ในวันที่ไวน์ของเธอกลายเป็นตำนานไปแล้ว เธอยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม — ใต้เงาไม้ของไร่เล็กๆ ที่เธอปลูกเองกับมือ ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานทางโลก หากแต่เปี่ยมล้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาความจริง ไว้ในไวน์ทุกหยดของเธอ หลังจากการจากลาจาก DRC ด้วยหัวใจที่ยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและบาดแผลของการถูกผลักดัน เธอได้ลงมือสร้างอาณาจักรไวน์ของตนเองขึ้นมา ทั้ง Domaine Leroy และ Domaine d’Auvenay ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเสียง แต่คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของปรัชญาอันแน่วแน่ ที่เธอได้พิสูจน์แล้ว
ไวน์ของเธอ… Lalou Bize-Leroy ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์และนักสะสมทั่วโลกในฐานะ "สุดยอดของเบอร์กันดี" ที่หลายครั้งมีราคาสูงกว่าและเป็นที่ต้องการไม่แพ้ Romanée-Conti เลยทีเดียว
และแม้เธอจะไม่เคยออกมาพูดหรือประกาศชัยชนะ แต่วันหนึ่ง — Domaine de la Romanée-Conti ก็ได้ประกาศใช้แนวทาง Biodynamic เต็มรูปแบบ บนพื้นที่ไร่องุ่นอันศักดิ์สิทธิ์ที่เธอเคยร่วมดูแล
โลกอาจลืมไปแล้วว่า ใครเป็นคนเสนอแนวทางนี้ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน และใครเคยถูกต่อต้านอย่างหนักเพียงเพราะ "เร็วเกินไป" สำหรับความเข้าใจของคนอื่น
แต่สำหรับผู้ที่เฝ้ามองมาโดยตลอด — นี่คือวันแห่งความจริง วันที่แนวทางของ Lalou Bize-Leroy กลายเป็นสิ่งที่แม้แต่สถาบันที่เคยผลักเธอออกไป… ก็ต้องหันกลับมา "รับไว้ด้วยความเคารพ"
นี่ไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่คือ ชัยชนะของอุดมการณ์ ชัยชนะของ "ความจริง" เหนือ "ความประนีประนอม" และชัยชนะของ "จิตวิญญาณ" เหนือ "กลไกตลาด"

Lalou Bize-Leroy ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า แม้จะเดินสวนกระแสและเผชิญความขัดแย้ง เธอก็สามารถสร้างอาณาจักรแห่งไวน์อันบริสุทธิ์ของตนเองขึ้นมาได้ แม้วันนี้เธอจะไม่ได้ยืนที่เดิม….ในที่ที่เธอจากมา แต่อนาจักรที่เธอสร้างก็สามารถยืนเคียงข้าง DRC ได้อย่างสง่างามเต็มภาคภูมิ


ที่ Bangkok Wine Room เราไม่เพียงเสิร์ฟไวน์… หากแต่เรารับช่วงความตั้งใจของผู้ผลิต แล้วส่งต่อให้ถึงมือคุณ — อย่างที่ควรจะเป็น
อาหารของเรา มิได้ทำมาเพื่อแข่งกับไวน์ แต่เรารู้ดีว่า ถ้ามันคู่ควร…มันจะพาไวน์ไปได้ไกลเพียงใด

#ตำนานไวน์กับBWR











“Don’t wait for a perfect moment, take a moment and make it perfect.”วันนี้มีรุ่นพี่ท่านหนึ่งโทรมาคุยกับผมท่านบอกว่า ด้ว...
22/02/2026

“Don’t wait for a perfect moment, take a moment and make it perfect.”

วันนี้มีรุ่นพี่ท่านหนึ่งโทรมาคุยกับผม
ท่านบอกว่า ด้วยอายุและสุขภาพ คงดื่มไวน์ไม่ได้แล้ว
ในห้องไวน์ยังมีของดีอีกหลายขวดที่ตั้งใจจะเปิด
แต่ยังไม่ได้เปิดเพราะรอ ………“วันที่เหมาะสมจริง ๆ”
พูดจบ…ก็ถอนใจเพราะสุดท้าย
วันแบบนั้นไม่เคยมาถึง



ในโลกไวน์ เราชอบพูดเรื่อง peak เรื่อง timing
เรื่องต้องรอให้พร้อมที่สุดก่อน
แต่ชีวิตจริง ไม่ได้มี peak chart ให้ดูเหมือนไวน์
ไม่มีใครรู้ว่าขวดไหนคือขวดสุดท้าย โต๊ะไหนคือโต๊ะสุดท้าย
หรือค่ำคืนไหน จะกลายเป็นความทรงจำครั้งสุดท้าย



ผมโชคดีอย่างหนึ่ง ผมไม่ค่อยรอ
อยากเปิดก็เปิด อยากดื่มกับใครก็โทรหา อยากฉลองก็ฉลอง
บางขวดอาจยังไม่ perfect แต่บางโอกาส โมเม้นแบบนั้นมันจะไม่กลับมาอีก
และไวน์ถูกทำมาเพื่อถูกเปิดไม่ใช่เพื่อถูกเฝ้า



ถ้ามีไวน์ที่คุณอยากดื่ม ถ้ามีขวดที่คุณรัก
ถ้ามีคนที่คุณอยากนั่งโต๊ะด้วย อย่ารอ “วันที่เหมาะสมที่สุด”
เพราะมันไม่มีอยู่จริง

เพราะบางที วันนี้แหละ คือวันที่ดีที่สุดแล้ว



ภาพประกอบ: 2026 Wines Bangkok Wine Room หลังผ่านไป 53 วัน












พรุ่งนี้แล้วสินะ Valentine’s Day Bangkok Wine Room แขกรับเชิญ คุณป็อก คุณตั๊ก……..พร้อมพิธีกร อาจารย์ตุ้ม……..พร้อมดนตรี  ...
13/02/2026

พรุ่งนี้แล้วสินะ Valentine’s Day Bangkok Wine Room

แขกรับเชิญ คุณป็อก คุณตั๊ก……..พร้อม
พิธีกร อาจารย์ตุ้ม……..พร้อม
ดนตรี น้องภู น้องมายด์………..พร้อม
ดอกไม้……..พร้อม

มีหลุดจอง ได้อีก 1 คู่นะจ๊ะ
โทร 095-8151357

แล้วพบกันครับ

หนึ่งเสียงของท่านอาจเปลี่ยนเกมได้ทั้งกระดานวันนี้ BWR ขอหยุดหนึ่งวันนะครับให้น้องๆที่ร้านได้มีเวลาเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือ...
07/02/2026

หนึ่งเสียงของท่าน
อาจเปลี่ยนเกมได้ทั้งกระดาน

วันนี้ BWR ขอหยุดหนึ่งวันนะครับ
ให้น้องๆที่ร้านได้มีเวลาเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันพรุ่งนี้

จะเลือกใคร เราก็ยังรักกันเหมือนเดิมนะครับ
พบกันอีกครั้ง วันจันทร์ 9th

พรุ่งนี้ งดจำหน่ายไวน์  เตรียมเลือกตั้ง งั้นวันนี้เราก็ต้องดื่มไวน์ดีๆ กันหน่อยสินะ ผมเปิดตัวนี้  เพื่อนๆเปิดตัวไหนครับแ...
06/02/2026

พรุ่งนี้ งดจำหน่ายไวน์
เตรียมเลือกตั้ง

งั้นวันนี้เราก็ต้องดื่มไวน์ดีๆ กันหน่อยสินะ

ผมเปิดตัวนี้ เพื่อนๆเปิดตัวไหนครับ
แชร์กันโหน่ย……


From Pétrus to Dominusปลายทศวรรษ 1960 นักศึกษาฝรั่งเศสคนหนึ่งมาอยู่แคลิฟอร์เนียแล้วหลง Napa Valley เข้าอย่างจัง แต่สุดท้...
05/02/2026

From Pétrus to Dominus

ปลายทศวรรษ 1960 นักศึกษาฝรั่งเศสคนหนึ่งมาอยู่แคลิฟอร์เนีย
แล้วหลง Napa Valley เข้าอย่างจัง แต่สุดท้ายเขาจากไป
เพราะต้องกลับไปดูแล ธุรกิจของครอบครัว
“Château Pétrus” แต่ Napa ไม่เคยหายไปจากใจของเขา

ชายคนนั้นคือ “Christian Moueix”

ปี 1982
เขาได้กลับมาทำไวน์ที่ Napanook ไร่องุ่นเก่าแก่ของ Napa
และปี 1995 เขาตัดสินใจถือครองทั้งหมด ตั้งชื่อว่า “Dominus”

Dominus แปลว่า “ผู้ดูแลผืนดิน” ไม่ใช่ชื่อเท่ ๆ แต่คือจุดยืน
Dominus ไม่พยายามเป็น Bordeaux และไม่หวานข้นแบบ Napa
มันยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพลังกับความคลาสสิค

2016 คือปีดีมากๆของ Dominus
ไม่ใช่แค่ในเชิงสไตล์ แต่ในเชิงการยอมรับ
100 คะแนนจากหลายสถาบัน เป็นข้อเท็จจริง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ไวน์ขวดนี้น่าจดจำ
สิ่งที่สำคัญกว่า คือ Dominus 2016 แสดงตัวตนของมันได้อย่างสมบูรณ์
โดยไม่ต้องยืมเงาของ Pétrus

คุณรู้ใช่ไหม
ว่าจะหาไวน์แบบนี้ที่ไหน


Bangkok Wine Room 🍷





Two Hearts, One Destiny.งานไวน์ประจำเดือนของ BWR ในเดือนแห่งความรักปกติผมไม่ค่อยอินกับวาเลนไทน์เท่าไหร่แต่ปีนี้… ผมอยากท...
01/02/2026

Two Hearts, One Destiny.
งานไวน์ประจำเดือนของ BWR ในเดือนแห่งความรัก

ปกติผมไม่ค่อยอินกับวาเลนไทน์เท่าไหร่
แต่ปีนี้… ผมอยากทำอะไรที่มันพิเศษขึ้นนิดหนึ่ง

ไม่ใช่แค่ดินเนอร์
แต่เป็นคืนหนึ่งที่ทานเสร็จแล้ว
จะไม่สามารถ ลืมออกไปจากหัวใจได้ง่ายๆ

14 กุมภาฯ นี้
ผมตั้งใจให้ร้านเต็มไปด้วยกุหลาบสีแดง
แบบเรียบ ๆ หรู ๆ ไม่เว่อร์
เลยไปชวนทีมจัดดอกไม้มือระดับต้น ๆ ของบางกอก
มาช่วยดูแลบรรยากาศให้ทั้งร้าน

เรื่องอาหาร
รอบนี้ไม่เอาเมนูเดิม
เป็นเมนูใหม่ทั้งหมดของ BWR

ไวน์ก็เดินโทนโรแมนติกหน่อย
ตั้งแต่แชมเปญสีกุหลาบ ไวน์โรเซ่
ไปจนถึง “ไวน์หัวใจ” สองขวด
ที่ผมตั้งใจเลือกไว้
ให้เป็นหัวใจคู่กันของค่ำคืนนี้

ตลอดมื้ออาหาร
ผมได้อาจารย์ตุ้ม ณัฐวัฒน์ แย้มเกสร
มาช่วยนำมื้ออาหารและไวน์ไปพร้อม ๆ กัน
คุยกันสบาย ๆ ในธีม
ไวน์ ชีวิต และความรัก

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ
ที่ทั้งสวย น่ารัก
และเป็นตัวจริงเรื่องอาหารและไวน์
มาร่วมพูดคุยกัน
นั่งฟังไป กินไป ดื่มไป

ดนตรีก็จะเป็นเพลงเพราะ ๆ
โทนความรักที่อบอุ่น สมหวัง
จากน้องมายด์ ศิริกร
และน้องภูชนะ แห่ง “กรุงเทพราตรี”

ร้านเต็มไปด้วยดอกไม้
อาหารดี ไวน์อร่อย
มีคนน่ารักมาคุยเรื่องไวน์ให้ฟัง
และมีเพลงเพราะ ๆ อยู่ข้างหลัง

ผมว่า…
แค่นี้ก็เป็นวาเลนไทน์ที่ดีแล้ว
ถ้าใครอยากเก็บคืนหนึ่งแบบนี้ไว้เป็นความทรงจำ
14 กุมภาฯ เจอกันที่ BWR ครับ

Per Couple Only
18,000 THB per couple
รับเพียง 6 คู่เท่านั้น

สำรองที่นั่ง inbox Bangkok Wine Room
หรือ โทร 0958151357



Valentine’s Dinner at Bangkok Wine Room

An intimate evening,
guided by exceptional ingredients and great wines.



A Gentle Beginning

Superior Ossetra Caviar
Pure, delicate, and meant to be shared.
Louis Roederer Rosé Vintage 2017
Fresh, elegant, softly seductive.



A Warm Embrace

Gambas — Live Deep-Sea Tiger Prawns
Gently cooked to preserve their natural sweetness.
Domaine de la Mordorée “La Reine des Bois” Tavel Rosé 2021
Structured, expressive, made for the table.



A Moment of Balance

Royal Silken Chawanmushi
Warm, delicate, and quietly reassuring.
Le Marquis de Calon-Ségur 2018
Soft, balanced, reassuring.



Comfort & Closeness

Foie Gras Ravioli with Black Alba Truffle
Rich, warm, and deeply comforting.
Château Calon-Ségur 2017
Harmonious, calm, quietly confident.



The Heart of the Evening

Surf & Turf
Giant river prawns from Sing Buri & Nagi Wagyu A5 from Okayama
Château Calon-Ségur 2003
Mature, generous, and full of memory.



A Sweet Farewell

LÄDERACH
A gentle finish, rich yet unhurried.
Carmes de Rieussec 2019
Elegant sweetness, balanced and lingering.



Per Couple Only
18,000 THB per couple

Inclusive of a full-course dinner, wine pairing,
a guided dining experience by Ajarn ‘Tum’ Nattawat,
with live musical performance by ‘Mind’ Sirikorn

Limited tables available

















Natthawat Yaemkesorn

28/01/2026

ตอนขอเพลงนี้ไป ไม่คิดว่าน้องจะร้องได้

อึ้งกันทั้งร้านเลยทีเดียว



ที่อยู่

1, Ram Inthra 36 Alley, Tha Raeng, Bang Khen
Bangkok
10220

เวลาทำการ

จันทร์ 16:00 - 23:00
อังคาร 16:00 - 23:00
พุธ 04:00 - 23:00
พฤหัสบดี 16:00 - 23:00
ศุกร์ 16:00 - 23:00
เสาร์ 16:00 - 23:00

เบอร์โทรศัพท์

+66958151357

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bangkok Wine Roomผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Bangkok Wine Room:

แชร์