MonsterMom Thai Cooking Class

MonsterMom Thai Cooking Class Available for group & private class.

We offer authentic Thai cooking classes and professional workshops for both home style and restaurant style with complete knowledge in Thai food culture from its history, influences, etiquette and trends.

 #ถั่วงอก_Superfoodของคนสุขภาพดี_ไม่อยากแก่ใครบ้างที่ชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวหรือผัดไทยแล้วตามด้วยคำว่า “ไม่งอก” ? ถ้าคุณเป็นหน...
26/08/2023

#ถั่วงอก_Superfoodของคนสุขภาพดี_ไม่อยากแก่

ใครบ้างที่ชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวหรือผัดไทยแล้วตามด้วยคำว่า “ไม่งอก” ? ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น บอกเลยว่าอาจต้องคิดใหม่ หากคุณได้รู้ว่า “ถั่วงอก” (ที่มาจากการเพาะถั่วเขียว) หนึ่งในวัตถุดิบที่แสนคุ้นเคยในอาหารเอเชียนานาชนิด หรือจะเพาะเองที่บ้านก็แสนง่ายดายนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก และที่สำคัญยังช่วยต้านความแก่ ซึ่งเรื่องนี้อาจฟังดูน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน แต่เป็นเรื่องที่วงการแพทย์และนักโภชนาการรู้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
การกิน "ถั่วงอก" เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาด้านโภชนาการของชาวเอเชียมาช้านาน คนไทยเรารู้จักการกินถั่วงอกเพราะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอาหารจีน ประเทศแรกในโลกที่เพาะถั่วงอกหัวโตกินก็คือ จีน มีหลักฐานแสดงว่าจีนกินถั่วงอกมาตั้งแต่ 2,930 ปีก่อนคริสตกาล คนจีนโบราณใช้ถั่วเหลืองงอกเป็นแหล่งวิตามินซีในฤดูหนาวที่ผักและผลไม้หายาก กะลาสีเรือจะเพาะถั่วงอกกินในเรือเพื่อป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจที่ในถั่วเหลืองงอกนั้นมีวิตามินซี ในขณะที่ถั่วเหลืองดิบและเต้าหู้ที่ผลิตจากถั่วเหลืองกลับไม่มีวิตะมินซีเลย เพราะกระบวนการที่เมล็ดถั่วงอกขึ้นมาทำให้เกิดวิตะมินซีขึ้นในถั่วงอก
การเพาะถั่วงอกกินเพื่อเป็นอาหารบำรุงสุขภาพแพร่หลายไปในหลายวัฒนธรรม (ถั่วงอก 100 กรัม มีวิตามินซี 5 มิลลิกรัม) กินถั่วงอกทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนต่างจากการกินผักทั่วไป โปรตีนในถั่วงอกจะมีมากกว่าถั่วธรรมดา นอกจากนั้นกระบวนการงอกยังทำให้ เกิดวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตและซ่อมแซมเซลล์ อีกทั้งถั่วงอกยังมีธาตุเหล็กที่ร่างกายย่อยได้ง่ายกว่าผักอื่นๆ มีวิตามินบี 17 และมีสารเลซิธิน (Lecithin) ช่วยบำรุงประสาทและการทำงานของสมอง
นักการแพทย์และนักโภชนาการแผนจีนนิยมนำถั่วงอกหัวโตไปต้มแกงจืดกิน ช่วยขับเสมหะ ทำให้ปอดโล่ง และขับปัสสาวะ และเนื่องจากโมเลกุลของสารอาหารในเมล็ดของถั่วที่งอกได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในลักษณะที่ร่างกายเราสามารถย่อยได้ง่าย โปรตีนถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน แป้งเป็นคาร์โบไฮเดรตธรรมดาหรือกลูโคส และไขมันเป็นกรดไขมันเรียบร้อยแล้ว ถั่วงอกจึงเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยประหยัดการทำงานให้กับระบบย่อยอาหาร ลดของเสียและสิ่งตกค้าง (toxin) ในร่างกาย เมื่อระบบร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ร่างกายจึงเสื่อมช้า ไม่แก่เร็ว
ข้อมูลน่าทึ่งที่ปรากฎในองค์ความรู้สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยระบุว่า ถั่วงอกสดๆ มีพลังชีวิตซึ่งทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่แก่เร็ว เนื่องจากในถั่วงอกมีสารต้านความแก่ชื่อ ออซินอน (Auxinon) มีคุณสมบัติช่วงให้ร่างกายเป็นหนุ่มสาวได้นาน ไม่แก่เกินวัยไปก่อนจะถึงเวลาอันควร ใครไม่อยากแก่ก็กินถั่วงอกกันเยอะๆ แถมไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะถั่วงอกอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด และให้พลังงานต่ำ การกินถั่วงอกเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน (เพราะถั่วงอกมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ ฟีโนลิค ที่อาจช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารประเภทน้ำตาลและนำไปใช้ได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกระตุ้นการผลิตไกลโคเจนและปรับระดับไขมันในร่างกาย) ลดความดันโลหิต (เพราะกรดอะมิโนและโปรตีนที่พบในสารสกัดจากถั่วงอกมีคุณสมบัติช่วยลดระดับของความดันโลหิต)
สารอาหารหลายชนิดที่สกัดได้จากถั่วงอก เช่น โพลีฟีนอล กรดแกลลิก และฟลาโวนอยด์ มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงเชื่อกันว่าการบริโภคถั่วงอกอาจบรรเทาอาการของโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และช่วยแก้ปัญหาผิวหนัง เช่น รักษาสิว ลดริ้วรอย และจุดด่างดำ
แต่ถึงจะมีประโยชน์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ การกินถั่วงอกก็ต้องกินอย่างพอดี ก่อนนำมากินสดหรือปรุงอาหารควรล้างให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากขั้นตอนการปลูก การขนส่งหรือเก็บรักษาที่ไม่ดีอาจทำให้ถั่วงอกปนเปื้อนเชื้อที่อาจทำให้ท้องเสีย อาเจียน และอาหารเป็นพิษ ที่สำคัญคือต้องระมัดระวังสารฟอกขาวที่พ่อค้าแม่ค้าหรือเกษตรกรใส่ให้ถั่วงอกดูขาวสะอาด ไม่มีรอยช้ำ หากร่างกายได้รับสารฟอกขาวในปริมาณมากอาจตกค้างภายในร่างกายและเป็นอันตราย
การกินถั่วงอกดิบ ก็ต้องระวังผลเสียจากสารไฟเตท เพราะสารนี้มีคุณสมบัติยับยั้งการดูดซึมโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี หรือแมกนีเซียม จึงไม่ควรกินถั่วงอกดิบปริมาณมากและต่อเนื่อง แทนที่จะได้ประโยชน์อาจกลายเป็นโทษ ทำให้เกิดโรคขาดสารอาหาร โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรกินถั่วงอกที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น
การเพาะถั่วงอกกินเอง เป็นหนึ่งในวิธีที่จะทำให้เราได้กินอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งทำไม่ยากเลย เริ่มต้นจากการเอาเมล็ดถั่วเขียวไปแช่น้ำอุ่นประมาณ 6-8 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อโรค และช่วยกระตุ้นให้ถั่วงอกได้ดี เทถั่วเขียวใส่ชามหรือขวด ใช้ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบางปิดปากขวด ใช้หนังยางรัดให้แน่น เปิดน้ำใส่ขวดให้ท่วมเมล็ดถั่ว แล้วเทน้ำทิ้ง วางขวดในแนวนอน เก็บไว้ในที่มืด หรือใส่ไว้ในถุงกระดาษทึบสัก 3 ชั่วโมง เปิดน้ำใส่ขวด และเทน้ำทิ้งเหมือนเดิมอีกทุกๆ 3-4 ชั่วโมงในวันแรก แล้วเก็บไว้ในที่มืดตามเดิม อดใจรอประมาณ 3 วัน ก็สามารถนำถั่วงอกไปกินได้ โดยเอาไปล้างเปลือกเขียวๆ ออกก่อน ด้วยการใส่ตะแกรงร่อนให้เปลือกหลุด ซึ่งถ้าเราปลูกเองก็สบายใจได้ว่าปลอดภัยจากสารฟอกขาวและเชื้อโรคแน่นอน ส่วนใครที่ชอบกินบ่อยๆ อย่าลืมว่ากินแบบสุกจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากินถั่วงอกดิบ สามารถทำเมนูอร่อยได้มากมาย เช่น ผัดน้ำมันหอย ผัดเต้าหู้ แกงจืด ผัดไทย ขนมผักกาด หรือใครจะนำมาลวกใส่ในสลัดก็แสนง่ายดาย เป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะกับทุกคน
----------
ถั่วงอก (Mung Bean Sprout)
ชื่อภาษาอังกฤษ : Mung Bean
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vigna radiata
ชื่อวงศ์ : Fabaceae.
----------
อ้างอิง:
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
หน่วยสารสนเทศมะเร็ง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ http://medinfo2.psu.ac.th/cancer/db/news_showpic.php?newsID=768&tyep_ID=2
https://www.pobpad.com
https://thaicityfarm.com

ภาพสวยงาม
14/08/2023

ภาพสวยงาม

เปิดเผยประวัติของ “ม็อกเทล” (Mocktail) เครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อความสดชื่น

ในวัฒนธรรมแห่งการสังสรรค์ “ม็อกเทล” (Mocktail) ถือเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิดที่เป็นทางเลือกสำหรับนักดื่มที่ไม่ชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งนานมาแล้วที่ม็อกเทลได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยกล่าวกันว่าเครื่องดื่มชนิดนี้มีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ

อียิปต์โบราณเป็นอารยธรรมที่มีความเจริญรุ่งเรือง ดังที่เราจะเห็นกันตามประวัติศาสตร์ เพราะในยุคนั้นผู้คนจะมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี จึงทำให้มีเครื่องดื่มที่หลากหลาย ทั้งนี้ในยุคนั้นไม่ได้มีเพียงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เท่านั้น เแต่ยังมีเครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ “ชาร์แบต” (Sharbat) ที่เป็นต้นกำเนิดของม็อกเทล

ชาร์แบตถือเป็นม็อกเทลในยุคแรก ๆ ที่มนุษย์เรารู้จักทำมาจากน้ำผลไม้ผสมกับน้ำเปล่า ต่อมาในช่วงยุคกลางหมอเริ่มผสมผสานสมุนไพร เครื่องเทศ เข้าไปในเครื่องดื่มชนิดนี้ เพื่อทำเป็นยาชูกำลังที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ โดยยาชูกำลังเหล่านี้มักเรียกกันว่า “เครื่องดื่มลดอุณหภูมิ” (temperance drinks) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มตั้งต้นของม็อกเทลสมัยใหม่

ม็อกเทลสมัยใหม่ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงที่กลุ่มโปรเตสแตนต์เคร่งศาสนาที่เรียกว่า “Temperance Movement” ในสหรัฐอเมริกา ได้พยายามรณรงค์ไม่ให้ผู้คนดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงศตวรรษที่ 19 เนื่องจากพวกเขามองว่าสถานบันเทิง คือความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นก็เป็นตัวการของปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ในสังคม

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงนำมาสู่ช่วงที่สหรัฐอเมริกาแบนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ให้มีการผลิตและจัดจำหน่ายตั้งแต่ปี 1920 ถึง 1933 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เหล่าบาร์เทนเดอร์ เริ่มหันมาพัฒนาเครื่องดื่มทางเลือกที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเลียนแบบรสชาติและประสบการณ์การดื่มของ “ค็อกเทล” (Cocktail) โดยผสมน้ำผลไม้ น้ำเชื่อม และน้ำอัดลมต่าง ๆ ลงไป ทำเป็นเครื่องดื่มม็อกเทลสมัยใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตามหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเลิกแบนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ความนิยมของม็อกเทลก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ความนิยมของม็อกเทลกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยบรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น ดังนั้นทางเลือกเครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เองม็อกเทลจึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในบาร์ ร้านอาหาร และงานสังสรรค์ต่าง ๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบาร์เทนเดอร์ได้ยกระดับม็อกเทลขึ้นมาอีกขั้นด้วยการมุ่งเน้นที่นวัตกรรมการผสมผสานและศิลปะการนำเสนอ ปัจจุบันม็อกเทลจึงมีรสชาติที่สลับซับซ้อนแล้วนำเสนอด้วยแก้วและน้ำแข็งหลากหลายสไตล์ นอกจากนี้การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของโซเชียลมีเดีย ยังทำให้ม็อกเทลได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเหล่าบาร์เทนเดอร์มักจะนำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ของพวกเขาให้ผู้อื่นได้ชื่นชม

ประวัติของม็อกเทลสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในปัจจุบันม็อกเทลมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะกับความชอบและรสนิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย จนทำให้ทุกวันนี้ม็อกเทลกลายเป็นเครื่องดื่มกระแสหลักที่ครองใจนักดื่มทั่วโลก

สามารถหาซื้อส่วนผสมต่าง ๆ ไปทำเครื่องดื่มม็อกเทล (Mocktail) ได้ที่ริมปิงทุกสาขานะคะ

สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq

07/08/2023

ทำความรู้จัก “ไก่ทันดูรี” (Tandoori Chicken) หนึ่งในอาหารรสเลิศของอนุทวีปอินเดีย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ นักโบราณคดีได้ขุดพบเศษซากของเตาทันดูร์โบราณที่ใช้ทำไก่ทันดูรี ซึ่งเป็นเตาอบดินเผาทรงกระบอกขนาดใหญ่ โดยการค้นพบในครั้งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเทคนิคการทำอาหารแบบนี้นั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล

ในอดีตชาวอินเดียโบราณจะปรุงอาหารต่าง ๆ ด้วยเตาทันดูร์รวมไปถึงไก่ทันดูรีก็เช่นเดียวกัน โดยกล่าวกันว่าเตาทันดูร์นั้นจะถูกทำให้ร้อนโดยใช้ถ่านไม้จนความร้อนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความร้อนที่สูงขึ้นนี้ทำให้ไก่ทันดูรีมีลักษณะไหม้เกรียมด้านนอกและชุ่มฉ่ำด้านใน อีกทั้งยังมีกลิ่นควันที่หอมเป็นเอกลักษณ์

อย่างไรก็ตามในอดีตไก่ทันดูรีนั้นยังไม่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เหมือนกับปัจจุบันมากนัก เพราะสูตรที่มีความสมัยใหม่ ถูกรังสรรค์ขึ้นมาในช่วงที่อินเดียและปากีสถานกำลังแบ่งแยกประเทศ โดยตำนานเล่าว่าไก่ทันดูรีเวอร์ชั่นสมัยใหม่อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ ถูกคิดค้นโดยเชฟชาวฮินดูที่ชื่อ Kundan Lal Gujral ในปี 1940 ที่เมือง Peshawar แคว้นปัญจาบของอินเดีย ก่อนที่อินเดียจะแยกออกเป็นสองประเทศ

ในปี 1940 Kundan ได้ขุดเตาทันดูร์กลางร้านอาหารของเขาที่เมือง Peshawar เพื่อทำไก่ย่างทันดูรี โดยมีสูตรใหม่คือนำไก่ไปหมักกับโยเกิร์ตและเครื่องเทศหลากหลายชนิด เช่น กระเทียม ขิง หัวหอม และการัม

กระทั่งในปี 1947 Kundan ถูกบังคับให้ย้ายออกจากเมือง Peshawar เนื่องจากการแบ่งแยกประเทศ ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นของปากีสถาน ดังนั้นเขาจึงลี้ภัยไปอยู่ที่กรุงเดลีประเทศอินเดีย และหลังจากหนีออกจากปากีสถานมาได้ไม่นาน เขาก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเริ่มต้นใหม่ จึงเปิดร้านอาหารชื่อ Moti Mahal ในย่าน Daryaganj ของกรุงเดลี เพื่อขายไก่ทันดูรีโดยเฉพาะ

เมื่อเวลาผ่านไปความนิยมของไก่ทันดูรีก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศอินเดีย จนร้านอาหารของเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ความนิยมของไก่ทันดูรีไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เนื่องจากชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) นายกนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้นำไก่ทันดูรีไปเสิร์ฟให้กับแขกผู้มีเกียรติในงานเลี้ยงรัฐบาล ซึ่งมีผู้คนจากหลากหลายประเทศเดินทางมาร่วมงาน ด้วยเหตุนี้เองไก่ทันดูรีจึงได้รับการยอมรับในระดับสากล

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ร้านอาหารอินเดียเริ่มปรากฏมากขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งร้านอาหารต่าง ๆ เหล่านี้มักจะเสิร์ฟไก่ทันดูรีเป็นอาหารจานเด็ด จนทำให้ไก่ทันดูรีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบันไก่ทันดูรีกลายเป็นอาหารหลักของชาวอินเดียที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งสูตรก็ได้รับการดัดแปลงมากมายนับไม่ถ้วน โดยเชฟในแต่ละภูมิภาคได้ทดลองนำซอสหมักและเครื่องเทศใหม่ ๆ เข้ามาผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ไก่ทันดูรีในแบบฉบับของตัวเอง ให้เหมาะกับรสนิยมและความชอบด้านอาหารที่หลากหลาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะพบไก่ทันดูรีในรสชาติที่หลากหลาย หรือแม้แต่เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าว ขนมปัง ชัทนีย์ และซอสรสชาติอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามด้วยความที่เทคโนโลยีได้รับการพัฒนามากขึ้น ทุกวันนี้การทำไก่ทันดูรีในเตาทันดูร์จึงได้รับความนิยมเฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น เพราะเชฟหลายคนต่างก็หันมาใช้เทคนิคอื่น ๆ ในการปรุง เช่น บนเตาย่าง เตาบาร์บีคิว หรือแม้แต่ในเตาอบแบบธรรมดา

สำหรับใครอยากลองทำไก่ทันดูรีทานวันนี้ริมปิงมีสูตรมาแบ่งปันด้วยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=Eot2K6IDUcI
https://www.youtube.com/watch?v=8KTtVA8luJU

สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq

07/08/2023

ประวัติ “หอยนางรมทอด” (Fried oyster) การเดินทางจากอาหารริมชายฝั่งสู่อาหารสุดคลาสสิก


ท่ามกลางทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล มีวัตถุดิบเพียงไม่กี่ชนิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นของล้ำค่า ทั้งนี้ “หอยนางรม” (oyster) ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มนุษย์เราชื่นชอบมาเป็นเวลานานหลายพันปี แต่อย่างไรก็ตามความนิยมในการทานหอยนางรม ไม่ได้มีเฉพาะทานแบบสด ๆ เท่านั้น แต่หอยนางรมในรูปแบบทอดก็เป็นอาหารรสเลิศที่ดึงดูดต่อมรับรสมานานหลายศตวรรษเช่นเดียวกัน

มนุษย์เรารู้จักการบริโภคหอยนางรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีหลักฐานพบว่าการบริโภคหอยนางรมเริ่มต้นในชุมชนบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งกล่าวกันว่าชาวกรีกและชาวโรมันโบราณชื่นชอบรสชาติของหอยนางรมสด ๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งในยุคนั้นหอยนางรมยังถูกมองว่าเป็นอาหารอันโอชะที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงอีกด้วย อย่างไรก็ตามแนวคิดการนำหอยนางรมมาทอดน่าจะเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อผู้คนเริ่มทดลองวิธีการทำอาหารในรูปแบบใหม่ ๆ

หอยนางรมทอดเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกบริเวณชายฝั่งอเมริกาเหนือในยุคอาณานิคม ซึ่งในพื้นที่แถบนี้จะมีหอยนางรมอาศัยอยู่จำนวนมากตามแนวชายฝั่ง ด้วยเหตุนี้เองหอยนางรมจึงเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่าย โดยสูตรหอยนางรมทอดแบบอเมริกันที่รู้จักกันเป็นครั้งแรกปรากฏในตำราอาหารปี 1824 ชื่อ “The Virginia Housewife” โดย Mary Randolph ซึ่งสูตรนี้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการนำหอยนางรมไปชุปด้วยไข่และเกล็ดขนมปังก่อนนำไปทอดให้เป็นสีน้ำตาลทองกรอบ

ในช่วงศตวรรษที่ 19 หอยนางรมทอดก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นนอกพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะในใจกลางเมืองสหรัฐอเมริกา บาร์และร้านอาหารต่าง ๆ เริ่มนำหอยนางรมทอดเข้ามาใส่ในรายการอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหอยนางรมทอดไม่ได้เป็นเพียงอาหารที่มีรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเลือกที่ราคาย่อมเยาสำหรับชนชั้นแรงงานอีกด้วย

ในช่วงเวลานี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงหอยนางรมกำลังเฟื่องฟู ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงหอยนางรมได้มากขึ้นและในราคาไม่สูง สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรวมถึงหอยนางรมทอด

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 หอยนางรมทอดก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในภูมิภาคต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการพัฒนาสูตรขึ้นมาหลากหลายให้เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เช่น บางพื้นที่ชอบการเตรียมแบบง่าย ๆ โดยปรุงรสให้น้อยที่สุด เพื่อรักษารสชาติตามธรรมของหอยนางรมไว้ หรือในบางพื้นที่อาจจะเลือกใช้เครื่องปรุงรสและซอสที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับหอยนางรมทอด

ทุกวันนี้หอยนางรมทอดได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในโลกของการทำอาหาร ทั้งในอเมริกาและพื้นที่อื่น ๆ สามารถพบได้ตามร้านอาหารทะเลระดับท้องถิ่นไปจนถึงร้านอาหารระดับไฮเอนด์ โดยเชฟยุคใหม่เริ่มทดลองนำแป้งหลายประเภทมาชุปหอยนางรม และนำเครื่องเคียงใหม่ ๆ มาเสิร์ฟพร้อมกันอยู่เสมอ ทำให้ทุกวันนี้หอยนางรมทอดยังคงเป็นเมนูที่น่าตื่นเต้นสำหรับเหล่านักชิมทั่วโลก

นอกจากในสหรัฐอเมริกาแล้ว หอยนางรมทอดยังมีอิทธิพลต่ออาหารนานาชาติอีกด้วย อย่างประเทศญี่ปุ่นก็มีแนวคิดในการนำหอยนางรมมาทอดเช่นกัน โดยมักจะเสิร์ฟในรูปแบบของเทมปุระที่เรียกว่า “คากิ ฟูไร” นอกจากนี้บางประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ก็นิยมนำหอยนางรมมาชุบแป้งทอดเช่นเดียวกัน

ประวัติศาสตร์ของหอยนางรมทอดคือการเดินทางที่ครอบคลุมหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของรสชาติและนวัตกรรมการทำอาหารรูปแบบใหม่ ๆ ตั้งแต่ชุมชนโบราณริมชายฝั่งที่เพลิดเพลินกับหอยนางรมทอดแบบคลาสสิก ไปจนถึงหอยนางรมทอดที่โดดเด่นในอาหารสมัยใหม่

สำหรับใครที่อยากลองทำหอยนางรมทอดวันนี้ริมปิงเรามีสูตรแบ่งปันด้วยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=C3tYO1Sn1FE

สามารถหาซื้อวัตถุดิบไปทำหอยนางรมทอดได้ที่ริมปิงทุกสาขานะคะ หรือหากต้องการทานหอยนางรมทอดที่ปรุงมาอย่างพิถีพิถัน ทอดร้อน ๆ หอม ๆ สามารถไปทานได้ที่ร้านอาหาร Maré seafood ที่ริมปิงสาขานวรัฐได้ค่ะ

สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq

06/08/2023

ทำความรู้จัก “บาคลาวา” (Baklava) ขนมหวานที่เดินทางผ่านกาลเวลามากว่า 2000 ปี

ย้อนกลับไป 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคเมโสโปเตเมียโบราณ เชื่อกันว่าชาวอัสซีเรียนทำขนมหวานที่มีชื่อว่า “Shirin-i va nazuk” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบาคลาวาในปัจจุบัน โดยใช้แป้งบาง ๆ สอดไส้ถั่ว และน้ำผึ้ง ก่อนที่จะถูกพัฒนาไปตามกาลเวลาและแพร่หลายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

ตามตำนานกล่าวว่าเริ่มแรกบาคลาวา เป็นขนมที่ถูกเตรียมขึ้น เพื่อใช้สำหรับบูชาเทพเจ้า จนกระทั่งเวลาผ่านไป เทคนิคการทำขนมในรูปแบบนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์ กล่าวกันว่าชาวไบแซนไทน์เป็นกลุ่มคนที่มีความชำนาญในศิลปะการทำขนมอบ พวกเขาจึงนำขนมชนิดนี้มาดัดแปลงและปรับปรุงสูตรให้มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยทั่วไปแล้วมักเตรียมไว้สำหรับการเฉลิมฉลองทางศาสนาและโอกาสพิเศษต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สำคัญของบาคลาวา เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่จักรวรรดิออตโตมัน (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) กำลังขยายขอบเขต ความนิยมของบาคลาวาจึงเริ่มแพร่ขยายไปทั่วตะวันออกกลาง คาบสมุทรบอลข่าน และแอฟริกาเหนือ โดยในช่วงเวลานี้เองที่ขนมชนิดนี้ได้รับการเรียกขานว่า “Baklava” ซึ่งมาจากคำว่า "Baqlawa" ในภาษามองโกเลีย แปลว่า “กองพะเนิน”

ตลอดประวัติศาสตร์บาคลาวาเป็นมากกว่าขนมหวาน เพราะมักจะมีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์ตามประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา ในบางวัฒนธรรมของตะวันออกกลาง บาคลาวามีความเกี่ยวข้องกับงานเฉลิมฉลอง เช่น งานแต่งงานและงานวันเกิด เพราะเชื่อกันว่าชั้นที่ซับซ้อนของบาคลาวาเป็นตัวแทนของชั้นแห่งความสุขในชีวิต

เมื่อการค้าเริ่มเติบโตขึ้น ชาวกรีกโบราณก็เริ่มคิดค้นแป้งบาคลาวาขึ้นมาใหม่ โดยทำแป้งที่บางมาก ๆ น้ำหนักเบา และละเอียดอ่อน เรียกว่าแป้งฟิลโล (Phyllo) ซึ่งเป็นแป้งที่ใช้ทำบาคลาวาในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ชาวกรีกยังมีการพัฒนารสชาติขึ้นมาหลากหลาย เริ่มนำน้ำเชื่อมกุหลาบ และใบกระวานเข้ามาปรุงรสชาติเพิ่มเติม

ทุกวันนี้บาคลาวากลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารตุรกี เนื่องจากชาวตุรกีรับเอาวัฒนธรรมนี้มาจากบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งก็คือชาวออตโตมาน ถึงแม้สูตรจะมีการพัฒนามาตลอดหลายศตวรรษ แต่องค์ประกอบหลักยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะขนมหวานสุดคลาสสิกนี้ยังคงทำมาจากแป้งฟิลโลบาง ๆ สอดไส้ถั่วบด เช่น วอลนัท พิสตาชิโอ หรืออัลมอนด์ ราดด้วยน้ำเชื่อมหวานที่ทำจากน้ำตาล น้ำดอกกุหลาบ น้ำผึ้ง และเลม่อน

ในปี 2013 Gaziantep Baklavas ของประเทศตุรกีได้รับการคุ้มครอง PGI จากสหภาพยุโรป เนื่องจากบาคลาวาชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Gaziantep ซึ่งเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับบาคลาวา โดยบาคลาวาของเมืองนี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร คือ แป้งฟิลโลจะต้องบางเท่ากันทุกชั้น และสอดไส้ด้วยถั่วสีเขียวสดใสที่ปลูกในเมืองนี้ จากนั้นราดด้วยเนยแล้วนำไปอบ พอสุกก็ราดด้วยน้ำเชื่อมอีกทีแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาหั่นเป็นทรงสี่เหลี่ยมรูปเพชรก่อนเสิร์ฟ

ปัจจุบันบาคลาวาเป็นขนมหวานที่สามารถพบได้ตามร้านเบเกอรี่ ร้านอาหารระดับท้องถิ่น ไปจนถึงร้านอาหารระดับไฮเอนด์ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของบาคลาวาสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของอารยธรรมโบราณที่นำมาสู่บาคลาวาสมัยใหม่ ทำให้ทุกวันนี้บาคลาวากลายเป็นขนมหวานที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก

สำหรับใครที่อยากลองทำบาคลาวา (Baklava) ทานวันนี้ริมปิงมีสูตรมาแนะนำด้วยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=uxJe1cEr1Ts
https://www.youtube.com/watch?v=8IIjVmMf5Nw

สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq

05/08/2023
04/08/2023

โอ้ ญี่ปุ่นเพาะพันธุ์ “หอยนางรมที่กินแล้วไม่เกิดอาหารเป็นพิษ” ได้สำเร็จ
ตอนนี้จะเพาะเลี้ยง-ขยายพันธุ์-จำหน่าย-ส่งออกให้ได้ภายใน 3 ปี
เป็นหอยนางรมที่เลี้ยงบนบกทั้งหมดครั้งแรกของโลก โดยใช้น้ำทะเลลึก 200 เมตรขึ้นไปที่ทดสอบมาแล้วว่าน้ำลึกระดับนั้นจะไม่มีไวรัสที่ทำให้อาหารเป็นพิษเจือปน เพราะอาหารเป็นพิษเกิดเมื่อหอยนางรมรับเชื้อไวรัสที่ลอยอยู่ในทะเล
แถมรสชาติหอยเปลี่ยนได้ตามอาหารที่เอาให้หอยกิน หลัก ๆ คือรสหวานกว่าหอยนางรมทั่วไป
https://news.livedoor.com/lite/article_detail/24741735/

04/08/2023

เยอะมาก !

#ปลาฉลาม ใน #น่านน้ำไทย #ความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล

เครดิต : กรมประมง /Agenda / VMARCE /WILDAID / คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา / มูลนิธิสืบนาคะเสถียร /SEAFDE

04/08/2023
31/07/2023

หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น ทำให้หลายรายการในดวงใจเริ่มกลับมาออกอากาศอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือรายก....

22/06/2023

จากข่าวเรื่องการจัดอันดับเมนูอาหาร "เนื้อดิบ" ที่ดีที่สุดในโลก จากเว็บรีวิวอาหารชื่อดัง

อ่านข่าวเก่าได้ที่นี่ : https://www.facebook.com/photo?fbid=122277360891821&set=a.107652265687664

ทีมงานแคทดั๊มบ์ของเราก็เลยนำข้อมูลมาย่อยทำเป็นอินโฟกราฟิกอีกรอบ เพื่อให้ดูง่ายยิ่งขึ้นฮะ

มีเมนูไหนบ้าง? ไปรับชมกันได้เลย....

เนื้อหาโดย #เหมียวหง่าว

ภาพโดย #เหมียวหวานจี๋

26/04/2023

ภาพจำของผงชูรสสำหรับคุณคืออะไร?

นอกจากเป็นภาพลักษณ์ของความอร่อยนัวแล้ว แน่นอนว่าต้องคิดถึงความเชื่อต่างๆ อาทิ ผมร่วง คอแห้ง ฯลฯ ซึ่งเป็นผลกระทบของผงชูรสที่เราเข้าใจกันอย่างแพร่หลายมานาน

แต่พอดแคสต์ ป้ายยา อีพีนี้ และ อายิโนะโมะโต๊ะ จะมาแก้ความเชื่อนั้นว่า มันไม่จริง! กับรุ่งฤดี และ #ภาคีชาวนัว ที่ชอบอาหารนัวๆ ทั้งหลาย ให้ทุกคนได้ใช้ผงชูรสได้อย่างสบายใจได้เลย

https://linktr.ee/paiyapodcast

#ป้ายยา #ป้ายยาพอดแคสต์ #รุ่งฤดี #รุ่งป้ายยา #หยุดบุลลี่ผงชูรส #ภาคีชาวนัว

ที่อยู่

Bangkok
10260

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66628490698

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MonsterMom Thai Cooking Classผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MonsterMom Thai Cooking Class:

แชร์